แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ DIY แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ DIY แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2555

[สุขภาพ] อาหารล้างพิษ ฟื้นฟูร่างกายหลังดูบอล !!!


ช่วงนี้มีบอลยูโรใช่มั้ยจ้ะแฟนบอลทุกคน หลายๆคนที่อยู่ดูบอลกันดึกๆแน่นอนว่าต้องมีอาหารว่างข้างกายชัวร์เลย แล้วการทานอาหารดึกๆเนี่ยไม่ดีกับร่างกายเลยนะจะบอกให้ เพราะงั้นเพื่อไม่ให้ป่วยจนอดดูนัดชิงชนะเลิศ เรามาทำการล้างพิษออกจากร่างกายกันหน่อยดีกว่า

ขอบคุณบทความดังเดิม : http://lady.one.in.th



สาหร่าย - พืชสีเขียวในทะเลที่หลายคนมองข้าม แต่ผลการศึกษาของมหาวิทยาลัย McGill ในเมืองมอนทรีออล (Montreal) ประเทศแคนาดาระบุชัดว่า สาหร่ายสามารถดูดซึมของเสียจากรังสีที่สะสมในร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นรังสีจากคลื่นวิทยุ คลื่นโทรศัพท์ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า หรือคลื่นไมโครเวฟ ซึ่งพลังงานความร้อนจากรังสีเหล่านี้ สามารถก่อให้เกิดโรคมะเร็งได้ นอกจากนี้ สาหร่ายยังอุดมไปด้วยโปรตีนและเกลือแร่จำนวนมาก

หัวหอม - ประกอบด้วยสารต่อต้านมะเร็งหลายชนิด ทั้งยังมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยทำความสะอาดเลือด ลดระดับคอเลสเตอรอล ตัวการก่อให้เกิดโรคหัวใจ นอกจากนี้ยังช่วยทำให้ระบบทางเดินหายใจทำงานดีขึ้น รักษาโรคหอบ โรคทางเดินหายใจ โรคภูมิแพ้ และที่สำคัญคือรักษาโรคเบาหวานได้ โดยช่วยทำให้ระดับน้ำตาลคงที่

มะนาว - สุดยอดอาหารที่ช่วยทำความสะอาดตับ ทั้งยังมีวิตามินซีสูง การดื่มน้ำมะนาวสดผสมกับน้ำอุ่นทุกเช้าหลังตื่นนอน จะสามารถช่วยล้างพิษและทำให้เลือดสะอาดขึ้น แต่ถ้านำน้ำมะนาวสดผสมกับโยเกิร์ตและน้ำผึ้ง ก็จะช่วยล้างพิษในลำไส้และป้องกันอาการท้องผูกได้อีกด้วย



กระเจี๊ยบ - น้ำกระเจี๊ยบมีคุณสมบัติช่วยทำความสะอาดแบคทีเรียและไวรัสในระบบทางเดินปัสสาวะ ซึ่งมักก่อให้เกิดการติดเชื้อ ทำให้มีอาการปัสสาวะไม่ออก มีเลือดปน หรือมีอาการปวดท้องอย่างรุนแรง

ทับทิม - ตำราแพทย์แผนโบราณของเอเชียกล่าวไว้ว่า การดื่มน้ำทับทิมสามรถรักษาอาการอักเสบและลดความปวดได้ เนื่องจากในทับทิมมีสารแอสไพรินซึ่งเป็นสารชนิดเดียวกับแอสไพรินในยาแก้ ปวด จึงช่วยล้างพิษ ลด การติดเชื้อของเชื้อโรค และลดอาการอักเสบ เหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการไขข้ออักเสบ ปวดบวม ช้ำ นอกจากนี้ ทับทิมยังมีไฟเบอร์สูง ซึ่งช่วยให้ระบบขับถ่ายของเสียออกจากร่างกายทำงานได้ดีขึ้น

พืชตระกูลถั่ว - ไม่ว่าจะเป็นถั่วแดง ถั่วเขียว ถั่วเหลือง หรือถั่วขาว ล้วนมีคุณสมบัติช่วยทำความสะอาดลำไส้ ลดการสะสมของสารพิษในลำไส้ และช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่ ทั้งยังสามารถลดอัตราความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ มะเร็งลำไส้ และมะเร็งต่อมลูกหมากได้

ขึ้นฉ่าย - สุดยอดอาหารทำความสะอาดเลือดและช่วยลดความดันโลหิต การดื่มน้ำคั้นจากขึ้นฉ่ายสดในตอนเช้าจะช่วยควบคุมระดับแรงดันเลือดให้คงที่ นอกจากนี้ ขึ้นฉ่ายยังประกอบไปด้วยสารต้านการเกิดมะเร็ง รวมไปถึงช่วยขับของเสียจากบุหรี่ในคนที่สูบบุหรี่และผู้ที่ได้รับควันบุหรี่ด้วย

แครอต - อุดมไปด้วยสารอัลฟาและเบตาแคโรทีนซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวิตามินเอ ช่วยต้านอนุมูลอิสระได้ดีเยี่ยม ปกป้องร่างกายจากสารพิษในสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับระบบทางเดินประสาท สายตา และผิวหนัง ที่ต้องสัมผัสแสงแดดเป็นประจำ

มะเขือพวง - มะเขือพวงอุดมด้วยไฟเบอร์จึงช่วยดูดซึมไขมันในอาหาร ที่สำคัญคือสามารถช่วยจับไขมันอิ่มตัวและขับออกจากร่างกายโดยระบบขับถ่ายได้ ทั้งยังมีวิตามินซีและสารต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยกำจัดของเสียออกจากระบบทางเดินอาหารได้อย่างรวดเร็ว จึงลดการสะสมของของเสียได้อยู่



ส้มโอ / เกรปฟรุต - คนตะวันตกนิยมกินเกรปฟรุตในอาหารมื้อเช้า เนื่องจากสารเพกตินซึ่งเป็นไฟเบอร์ประเภทหนึ่งในเกรปฟรุต สามารถช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเส้นเลือดก่อนที่จะจับตัวเป็นก้อนและขวางทาง เดินในหลอดเลือดได้ ทั้งยังสามารถช่วยป้องกันไม่ให้โลหะหนักทำอันตรายต่อร่างกาย นอกจากนี้ยังช่วยต่อต้านการเกิดมะเร็ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งมะเร็งกระเพราะอาหารและมะเร็งตับอ่อนด้วย

กระเทียม - กระเทียมช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ขับและฆ่าพยาธิ รวมไปถึงไวรัสในทางเดินอาหารได้อย่างดี ทั้งยัง ต่อต้านการเกิดมะเร็งและทำให้ระบบทางเดินหายใจทำงานดีขึ้น

บลูเบอร์รี่ - ในบลูเบอร์รี่นั้นมีสารแอสไพรินตามธรรมชาติ ซึ่งสามารถช่วยลดการระคายเคืองได้ นอกจากนี้ การกินบลูเบอร์รี่ยังช่วยขัดขวางแบคทีเรียในทางเดินปัสสาวะ ส่งการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะลดลง ที่สำคัญคือมีสารต้านอนุมูลอิสระในปริมาณสูงมาก จึงถือเป็นหนึ่งในสุดยอดอาหารรักษาโรคที่นิยมกันอย่างแพร่หลาย

กะหล่ำ - ช่วยตับขับฮอร์โมนที่มากเกินไป ซึ่งอาจเป็นฮอร์โมนความเครียดที่ส่งผลเสียต่อร่างกาย ทั้งยังช่วยทำความสะอาดระบบย่อยอาหาร รักษาและปกป้องกระเพราะอาหารจากแบคทีเรียและไวรัสต่างๆ โดยพืชตระกูลกะหล่ำได้แก่ กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก บรอกโคลี และกะหล่ำปม เป็นต้น



บีตรูต - ผักมหัศจรรย์ที่ประกอบไปด้วยไฟโตเคมีคอล วิตามิน และเกลือแร่หลายชนิด จึงมีคุณสมบัติต่อต้านเชื้อโรค ทำความสะอาดเลือด ทำความสะอาดตับและระบบน้ำเหลือง อีกทั้งยังช่วยให้ร่างกายรับออกซิเจนได้มากขึ้น ซึ่งจะทำให้กำจัดของเสียได้ง่ายและเร็วขึ้นด้วย และล่าสุดยังพบว่าบีตรูต ช่วยปรับระดับกรด-ด่างในเลือดให้สมดุลได้อย่างมีประสิทธิภาพ



อะโวคาโด - ในอะโวคาโดมีสารกลูตาไทโอน ที่สามารถช่วยลดคอเลสเตอรอลและป้องกันหลอดเลือดอุดตัน ทำให้หลอดเลือดมีความยืดหยุ่น ทั้งช่วยจับสารพิษที่เป็นตัวก่อให้เกิดมะเร็งกว่า 30 ชนิด และขณะเดียวกันก็ช่วยให้ตับกำจัดของเสียจำพวกสารเคมีและโลหะหนักได้ จากการศึกษาของมหาวิทยาลัยมิชิแกนพบว่า ผู้สูงอายุที่กินอาหารที่มีสารกลูตาไทโอนเป็นประจำ จะมีสุขภาพดีกว่าคนที่ไม่ได้กิน และมีอัตราการเกิดโรคหัวใจน้อยกว่า 30 เปอร์เซ็นต์

ตำลึง - ผักใบเขียวที่ขึ้นข้างรั้ว หาง่าย และราคาไม่แพงนี้ มีคุณสมบัติช่วยผลิตน้ำดีที่จะทำให้ลำไส้ขับสารพิษออกจากร่างกายได้ดีขึ้น นอกจากนี้สารที่มีอยู่ในตำลึงยังช่วยให้ตับสลายไขมันในร่างกายได้อีกด้วย

แอปเปิล - ประกอบไปด้วยเพกตินซึ่งเป็นไฟเบอร์ชนิดหนึ่ง ที่ช่วยจับคอเลสเตอรอลและโลหะหนักที่ปะปนมากับอาหาร เช่น ปรอท ตะกั่ว จึงเป็นผลไม้ที่ช่วยล้างพิษได้อย่างแท้จริง นอกจากนี้ยังมีคุณประโยชน์ช่วยต่อต้านการเกิดมะเร็ง รวมทั้งฆ่าเชื้อแบคทีเรียและเชื้อไวรัสได้

อัลมอนด์ - มีใยอาหาร แคลเซียม และโปรตีนสูง แม้จะมีไขมันแต่ก็เป็นไขมันที่ดีและจำเป็นต่อร่างกาย การกินอัลมอนด์เป็นประจำจะช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด



กล้วย - หากินได้ง่ายและมีประโยชน์ต่อร่างกายมหาศาล นอกจากอุดมไปด้วยแร่ธาตุและวิตามินเอ วิตามินบี 6 และบี 10 วิตามินซี โปรตีน แคลเซียม แมกนีเซียม โซเดียม เหล็ก และทองแดงแล้ว กล้วยยังมีคุณสมบัติในการบำรุงและสร้างความแข็งแรงให้กับกระเพาะอาหาร ในขณะเดียวกันสารทริปโตแฟนที่มีอยู่ในกล้วยยังช่วยกระตุ้นการผลิตเซโรโทนิน ซึ่งเป็นสารส่งผ่านประสาทหรือนิวโรทรานสมิตเตอร์ที่ช่วยให้ร่างกายรู้สึกสงบ ผ่อนคลายมากขึ้น ทริปโตแฟนนี้ยังช่วยขจัดอาการซึมเศร้า ความวิตกกังวล และโรคนอนไม่หลับได้ด้วย อ้อ การกินกล้วยเป็นประจำยังช่วยป้องกันอาการท้องผูกและทำให้ระบบขับถ่ายเป็น ปกติอีกด้วย



ที่มาข้อมูล : http://women.sanook.com/%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%94%E0%B8%A2%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%A9-830938.html

ขอขอบคุณ : รูปภาพสวยๆจากเว็บไซด์ต่างๆ

หมายเหตุ : เนื้อหาในบทความนี้ อาจมีการดัดแปลงนิดหน่อย เพื่อให้เข้ากับความเป็น smilelyphoto.blogspot.com แต่จะไม่มีการทำให้เนื้อหาเสียใจความสำคัญ หรือเนื้อหาหลักแต่อย่างใด

วันจันทร์ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

[How To] 3 ไอเดียแสนง่าย ทำผมออกงานด้วยตัวเอง !!!

ครั้งที่แล้วเอาใจสาวผมยาวกันไปแล้ว ในบทความ [DIY] ทรงผมสวย ให้สาวผมยาวท้าลมร้อน !!!

มาครั้งนี้ก็ยังขอเอาใจสาวๆอีกเช่นเคย แต่ขอเปลี่ยนเป็นสาวๆที่จะไปออกงานแล้วอยากจะมีทรงผมสวยๆเก๋ๆ แต่ก็ไม่อยากจะเสียเงิน เสียเวลาเข้าร้านทำผมนานๆ

เรื่องนี้ SmiLelY เข้าใจคุณสาวๆดีเลย เอาล่ะจ้ะ สาวๆมีชุดสวยกันแล้วใช่มั้ยเอ่ย มามะๆ เรามาเลือกทรงผมกันดีกว่า

แบบที่ 1 

ดูมีดีเทลและโดดเด่นดึงดูดสายตาให้คนหันมองใช้ได้เลยล่ะ


มีขั้นตอนดังนี้เลย ค่อยๆดูค่อยๆทำกันไปนะสาวๆ อยากสวยต้องทนนิดนึง


สำหรับใครที่ถักไม่เป็น หรือไม่ถนัดอะไรยังไง เพื่อนสาวคนข้างๆนะลากมาใช้งานช่วยเพื่อนซะดีๆ ผลัดกันทำผลัดกันสวย



แบบที่ 2 

อาจจะดูผู้ใหญ่สักหน่อย แต่ก็เรียบๆง่ายๆดูเก๋ไกมีสไตร์ดี


ขั้นตอนการทำอาจจะหลายขั้นไปหน่อย แต่รับรองไม่อยากเกินความสามารถ ใช่มั้ยจะสาวๆ


ทรงนี้ทำเสร็จใส่มูส หรือฉีดสเปรย์ให้ผมอยู่ได้นานก็โอเคแล้วล่ะจ้า




แบบที่ 3 

ทรงนี้อาจจะดูเรียบไปสักหน่อย แต่ถ้าเพิ่มความสดใส น่ารักด้วยกิ๊บหรือดอกไม้เล็กๆก็เก๋ไม่หยอก


ขั้นตอนการทำ ตามนี้เลย


อย่าลืมที่บอกหาโบว์ หากิ๊บ หาดอกไม้เล็กๆมาติดอีกสักหน่อยให้พอเป็นสาวหวานก็ดึงความโดนเด่นสดใสออกมาได้แล้วล่ะจ้ะ


เป็นยังไงกันมั้งจะสาวๆ ถูกใจทรงไหนกันมั้ยเอ่ย ลองเทียบดูกับชุดสวยที่ตัวเองมีอยู่ด้วยนะจ้ะ ว่ามันเข้ากับชุดเรามั้ย แล้วก็อย่าลืมหาสร้อยคอเลิศๆมาใส่ไม่ให้คิดดูโล่งจนเกินไปด้วยล่ะ มันไม่งามนะจ้ะ อิอิ











ที่มา : http://blog.modcloth.com/

บทความดั่งเดิม : http://webboard.yenta4.com/topic/521791

ขอบคุณ : Yenta4.com โพสโดย BBug

วันศุกร์ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

[DIY] ทรงผมสวย ให้สาวผมยาวท้าลมร้อน !!!

ร้อนๆๆๆๆๆ อากาศร้อนๆแบบนี้ สาวๆที่มีผมยาวทั้งหลายคงอยากจะตัดผมสั้นกันใช่มั้ยล่ะ แต่ก็เสียดายผมที่อุตสาห์ไว้มาตั้งนาน จริงมั้ยเอ่ย หรือไม่ก็ยังไม่มีความมั่นใจมากพอ

ก็แหมจะตัดผม เปลี่ยนทรงผมทั้งที มันก็ต้องดูอะไรตั้งหลายอย่างนี่น่า ทั้งรูปหน้า รูปร่าง เฮ้อ....ไม่ง่ายเลยนะเนี่ย

แต่ไม่ต้องห่วงวันนี้ SmiLelY มีลูกเล่นของทรงผมมานำเสนอ สาวๆผมยาวทั้งหลายลองดูนะ

(ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก Sanook.com)

ทรงที่ 1


เตรียมผมให้พร้อม โดยทำการแบ่งครึ่งผมที่บริเวณกลางศรีษะ (ดังรูปนะจะ) แล้วก็ทำการถักเปียที่ผมส่วนล่าง ใครถักไม่เป็นไม่ถนัดก็สะกิดๆเพื่อนข้างๆมาสนุกด้วยกันได้นะ อิอิ


ต่อมาก็มัดผมส่วนบนให้เรียบร้อย 


นำผมเปียที่ถักเมื่อกี้มามัดรอบๆผมส่วนบน (พันตามยางที่มัดผมส่วนบนนั่นล่ะจ้า)



เก็บงานให้เรียบร้อย อย่างให้มีส่วนไหนชี้โด่ชี้เด่ขึ้นมาเชียว แล้วก็ตกแต่งให้น่ารัก สวยงามด้วยผ้าหรือยางเส้นโต



ทรงที่ 2


ทรงนี้ก็จะคล้ายๆกับทรงที่ 1 นะ เพียงแต่ว่าส่วนของผมด้านบนที่เหลือเราจะเอามาถักเปียใหญ่ๆแทนการมัดรวบธรรมดา เพิ่มวอรูมความสวยเข้าไปอีกระดับ



ทรงที่ 3



เช่นเดียวกันกับทรงที่ 2 เลย แต่เราจะทำการเก็บผมขึ้นไว้ในลักษณะของมวน แล้วก็เพิ่มลูกเล่นนิดหน่อยไม่ให้ดูแก่จนเกินไปด้วยโบว์อันโตแสนน่ารักๆ (ทรงนี้โชว์ต้นคอด้วยนะ หนุ่มๆเขาว่ามาว่ามันคือส่วนที่ดูแล้ว เซ็กซี่)


อ่ะแฮ่้ม!!เป็นยังไงกันมั้งจ้ะสาวๆ ถูกใจทรงไหนใน 3 ทรงนี้มั้งหรือเปล่าเอ่ย ยังไงก็ลองเอาไปสนุกกันดูได้นะ รับรองว่าเพลินจนลืมร้อนเลยล่ะ ยิ่งมีเพื่อนสาวมาร่วมด้วยช่วยกันสวยแล้วล่ะก็ งานนี้รับรองว่าสวยท้าร้อนกันทั่วหน้าจ้า





ขอบคุณภาพประกอบจาก : www.mishang.com

สามารถดูบทความดังเดิม(ที่เรียบเรียงโดย BabeBuRin) ได้ที่ : woman.sanook.com



วันอาทิตย์ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ยาทาเล็บ กับ ประโยชน์ที่ไม่รู้ !!!

วันนี้ไปอ่านเจอมากับประโยชน์ของยาทาเล็บที่หลายๆคนยังไม่รู้

อ่านแล้วบางข้อก็ไม่น่าเชื่อนะว่าจะทำได้ บางข้อก็คิดไม่ถึง

ลองไปอ่านกันดู แล้วจะรู้สึกแบบเดียวกัน

1. ป้ายยาทาเล็บแบบใส ลงบนเกลียวอุปกรณ์ ต่างๆ เช่น ตะปูควง เกลียวขวด แล้วขันให้แน่นขณะที่ยังเปียก เมื่อมันแห้ง ยาทาเล็บจะทำให้อุปกรณ์เกียวนั้น แน่นขึ้น


2. อยากให้เครื่องประดับ เพชรแก้วของคุณดูสดใส ไม่ขุ่นหมอง ให้ทาน้ำยาเคลือบ Top Coat แบบใส


3. ปิดผนึกซองจดหมาย ด้วยการป้ายยาลาเล็บบริเวณทากาว จะสนิทแน่นกว่ากาวน้ำ และสะอาดกว่าใช้น้ำลายแน่นอน



4. อุดรูตามด ใช้ยาทาเล็บ หยดปิดรอยขีดข่วน บนโต๊ะไม้ ตารูรั่วเล็กๆ เพื่อไม่ให้ขนาดของรอย รูรั่วขยายวงกว้างได้ (ตามด=รอยขนาดเล็กกว่าหัวไม้ขีด)

5. ใช้ยาทาเล็บลูบ ลบความคม รอยฉีกของไม้ บริเวณหูจับ ด้ามอุปกรณ์ เพื่อลดการขีดข่วนของสันคม และสันเสี้ยน

6. กันปลายเชือกลุ่ย ใครที่ใช้วิธีเผาปลายเชือก หรือด้าย กันลุ่ย วิธีจุ่มปลายเชือกลงไปในขวดยาทาเล็บสีใสก็ใช้ได้ผลเหมือนกัน


7. กันสนิม ใช้ยาทาเล็บทาอุปกรณ์ที่ผลิตจากโลหะ ที่อยู่ในห้องน้ำ เพื่อป้องกันสนิม



ขอบคุณ : sanook.com และ yenta4.com

วันอาทิตย์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

[TipS] 10 เทคนิคถ่ายภาพชัดดังใจ !!!


มาแล้วจ้า!!! หลังจากที่ห่างหายไปนานจากฟอรั่มนี้

วันนี้ขอเอา Tips ดีๆมาฝาก สำหรับมือใหม่หัดถ่ายภาพ

ซึ่งปัญหาที่มือใหม่ทั้งหลายจะพบกับแทบทุกคนก็คือ "ภาพแล้วภาพไม่ชัด" ก็เพราะว่าเราเป็นมือใหม่ไง จะมาให้มีเลนส์โปร มีระบบกันสั่นมันก็ไม่ใช่เรื่อง จริงมั้ย?

ยิ่งเราไม่ใช่พวกมือใหม่กระเป๋าป๋าด้วยแล้วล่ะก็นะ รับรองว่าประสบปัญหานี้แน่ๆ

ดังนั้น SmiLelY ก็ไปชกบทความดีๆที่อยู่ใน http://camerartmagazine.com มาให้เพื่อนๆได้อ่านกัน ก็เห็นว่ามันดีแล้วก็มีประโยชน์

ยังไงก็ลองอ่านๆแล้วก็เอาไปปรับใช้ดูนะ เพราะยังไงทางใครทางมัน นี่เป็นแค่แนวทางเฉยๆ

เอาล่ะ ช้าอยู่ใยมาอ่านกันเลย (อ่านให้จบนะจ้ะ)


[วิธีที่ 1]

กดชัตเตอร์ในนิ่มนวลในการถ่ายภาพ เริ่มต้นหลายคนอาจบอกว่าเป็นเรื่องง่าย แต่ต้องขอบอกว่าหลายครั้งการกดชัตเตอร์ด้วยความรวดเร็วหรือหนักเกินไปจะทำให้กล้องไหวได้ง่าย

โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับกล้องคอมแพคที่ขนาดเล็กและเบารวมทั้งกล้อง DSLR ที่เป็นกล้องขนาดเล็กทั้งหลายที่มีน้ำหนักเบา

การกดชัตเตอร์ที่หนักเกินไปหรือรวดเร็วเกินไปมีส่วนทำให้กล้องไหวได้ง่ายนี่ คือสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ภาพถ่ายขาดความคมชัด

ด้วยเหตุนี้กล้องในระดับโปรทั้งหลายจึงไม่มีกล้องที่มีน้ำหนักเบา ส่วนใหญ่แล้วจะมีน้ำหนักที่ค่อนมาก

ที่เป็นเช่นนี้เพราะด้วยน้ำหนักของกล้อง จะทำให้การกดชัตเตอร์มีความเสถียรมากกว่า ทำให้ได้ภาพที่คมชัดกว่าในการใช้งาน

ดังนั้นการกดชัตเตอร์ที่นิ่มนวลจะช่วยลดปัญหานี้ได้



[วิธีที่ 2]

โฟกัสให้ชัดก่อนกดชัตเตอร์ ปัญหาถ่ายรูปไม่ชัดส่วนใหญ่เกิดจากสาเหตุนี้ ถ้าโฟกัสภาพด้วยมือต้องระลึกเสมอว่าต้องปรับระยะชัดให้ดีก่อนกดชัตเตอร์

ดังนั้นถ้าโฟกัสเองแล้วไม่ชัดก็ไม่ต้องไปโทษใคร เป็นเพราะตัวเราเนี่ยล่ะ แต่ถ้าเป็นระบบออโต้โฟกัส สิ่งที่ต้องเข้าใจมี 2 เรื่อง

1. คือเรื่องจุดโฟกัสของกล้อง การเลือกจุดโฟกัสถ้ากล้องมีหลายจุดจะทำให้โฟกัสในตำแหน่งที่ต้องการได้

2. คือการยืนยันโฟกัสของกล้อง ซึ่งกล้องมักจะมีสัญญาณเตือนให้ทราบ เช่นสัญญาณที่เป็นจุดเขียวในแถบข้อมูลของช่องมองภาพ หรือสัญญาณเสียงก็ตาม

นั่นหมายความว่ากล้องยืนยันการโฟกัสเมื่อกดชัตเตอร์จะทำให้ได้ภาพที่คมชัด แต่ถ้ากดชัตเตอร์ทันทีทันใดให้เข้าใจไว้ก่อนว่าอาจจะได้ภาพที่ชัดหรือไม่ชัดก็ได้

ซึ่งขึ้นกับสมรรถนะความเร็วในการโฟกัสภาพและความแม่นยำในการอ่านระยะโฟกัสของกล้อง ยิ่งถ้าเป็นกล้องคอมแพคด้วยแล้วให้ระมัดระวังไว้ว่าความเร็วในการโฟกัส

และความสามารถในการอ่านจุดโฟกัสจะช้ากว่ากล้องในระดับ DSLR แน่นอน

[วิธีที่ 3]

เลือกความไวชัตเตอร์ให้สูงขึ้นป้องกันการสั่นไหวของกล้อง ปัญหาหลักอีกอย่างหนึ่งที่ทำได้รูปถ่ายไม่ชัดก็ คือ ภาพที่ถ่ายออกมาไหว

ปัญหานี้เกิดจากการถ่ายภาพที่ความเร็วชัตเตอร์ต่ำเกินไปเป็น หรืออีกสาเหตุหนึ่งก็คือการถือกดชัตเตอร์แล้วกล้องไหว แก้ได้ไม่ยาก

เรื่องแรกถ้าถือกล้องถ่ายรูปต้องถือให้มั่น กดชัตเตอร์ให้นุ่มนวลจะช่วยแก้ปัญหาเรื่องกล้องไหวได้

อีกอย่างหนึ่งก็คือการเลือกความไวชัตเตอร์ให้สูงขึ้นเพื่อลดการไหวของกล้อง เท่านี้ก็จะเพิ่มโอกาสให้ถ่ายรูปได้ภาพที่นิ่งมีความคมชัดมากขึ้น


[วิธีที่ 4]

ใช้ขาตั้งกล้องช่วยป้องกันการไหวของกล้อง หลายครั้งที่การถ่ายภาพจำเป็นต้องใช้ความเร็วชัตเตอร์ต่ำในการถ่ายภาพซึ่งจะทำให้การถือกล้องให้นิ่งไม่ให้สั่นไหวทำได้ยาก

อย่าฝืนควรเลือกการใช้ขาตั้งกล้องช่วยจะทำให้สามารถถ่ายรูปได้โดยกล้องไม่ไหว ภาพที่ได้ก็จะเพิ่มโอกาสให้มีความคมชัดมากขึ้น

อีกประการหนึ่งการเลือกใช้ขาตั้งกล้องก็ควรมีความสมดุลกับกล้องที่ใช้งาน ถ้ากล้องเล็กขาตั้งกล้องเล็กก็ถือว่าใช้งานสมน้ำสมเนื้อ

แต่ถ้าใช้กล้อง DSLR ติดเลนส์ที่ใหญ่ขึ้นการใช้ขาตั้งกล้องที่เล็กเกินไปก็อาจจะมีโอกาสทำให้กล้องสั่นไหวได้เหมือนกัน

ยิ่งถ้าเป็นกล้อง DSLR การกระดกของการลั่นชัตเตอร์ซึ่งแม้เพียงเล็กน้อยก็มีโอกาสทำให้กล้องสั่นได้เช่นกัน


[วิธีที่ 5]

เลือกรูรับแสงที่แคบเพื่อเพิ่มความชัดลึก การเลือกรูรับแสงที่แคบเล็กหน่อยจะทำให้วัตถุมีความชัดลึกเพิ่มมากขึ้น

ซึ่งถ้าการโฟกัสภาพคลาดเคลื่อนเล็กน้อยการควบคุมภาพให้มีความชัดลึกก็สามารถช่วยให้วัตถุยังมีความคมชัดอยู่ได้

ส่วนหนึ่งอีกประการหนึ่งการถ่ายภาพที่มีความชัดลึกไว้หน่อยจะทำให้การมองภาพเสมือนมีความชัดมากขึ้น


[วิธีที่ 6]

เลือกทิศทางแสงในการถ่ายภาพเพื่อให้มีมิติ ในการดูภาพจะพบว่าถ้าวัตถุที่ถ่ายภาพมีมิติจะทำให้ภาพดูมีความคมชัดมากขึ้น

ทิศทางของแสงเป็นสิ่งหนึ่งที่ช่วยให้ภาพมีมิติ แสงด้านข้างจะทำให้เกิดเงาซึ่งจะช่วยให้วัตถุที่ถ่ายภาพมีมิติมากขึ้น

การเลือกทิศทางแสงด้านข้างจะช่วยเรื่องมิติภาพได้เป็นอย่างดีทำให้ภาพมีความคมชัดมากขึ้น


[วิธีที่ 7]

เลือกถ่ายภาพวัตถุให้มีความเปรียบต่างมากขึ้น ความเปรียบต่างของวัตถุที่เราถ่ายภาพจะช่วยให้การดูภาพเสมือนหนึ่งมีความคมชัดที่ดี

เพราะความเปรียบต่าง (CONTRAST) จะทำให้การดูภาพมีความตัดกันในด้านของโทนภาพ หรือสีสันของภาพที่ชัดเจนขึ้น ทำให้ภาพดูมีความคมชัดได้มากขึ้น


[วิธีที่ 8]

เลือกถ่ายภาพวัตถุที่มีรายละเอียดมากขึ้น โดยปกติเมื่อเราดูภาพวัตถุที่มีรายละเอียดมากเปรียบเทียบกับวัตถุที่มีรายละเอียดที่น้อยกว่า

เราจะรู้สึกว่า ภาพที่มีรายละเอียดที่มากกว่านั้นจะมีความคมชัดที่ดีกว่าภาพของวัตถุที่ไม่มีรายละเอียดทั้งที่ความจริงแล้วความคมชัดนั้นเท่ากัน

แต่ที่เห็นต่างกันก็คือความรู้สึก ดังนั้นการสร้างสรรค์ภาพด้วยการเลือกถ่ายภาพที่มีรายละเอียดมากกว่าจึงทำให้รู้สึกว่าภาพมีความคมชัดที่ดีกว่า


[วิธีที่ 9]

เลือกเวลาถ่ายภาพในยามที่ลมสงบ ถ้าถ่ายภาพวัตถุที่บางเบา หรือวิวทิวทัศน์ที่มีกิ่งไม้ใบหญ้า ควรระลึกเสมอว่า

กระแสลมที่แรงนั้นมีส่วนที่ทำให้วัตถุที่กำลังจะถ่ายภาพมีการเคลื่อนไหวได้ง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าต้องเลือกใช้ความเร็วชัตเตอร์ที่ต่ำด้วยแล้ว

แม้ว่าจะมีขาตั้งกล้องก็ตาม แต่การที่วัตถุมีการสั่นไหวด้วยแรงลมก็จะเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้วัตถุขาดความคมชัดได้

ดังนั้นการรอเวลาให้ลมสงบก่อนการกดชัตเตอร์จะเป็นการลดการไหวของวัตถุจากแรงลมได้เป็นอย่างดีเพื่อทำให้ได้ภาพที่คมชัด


[วิธีที่ 10]

ข้อควรระวังเกี่ยวกับเลนส์ เชื่อว่าเพื่อนๆ นั้นต่างก็ถือเลนส์ใช้งานที่แตกต่างกัน บางท่านอาจจะถือเลนส์โปรตัวละหลายหมื่นบาท

บางท่านอาจจะถือเลนส์ธรรมดาตัวละไม่ถึงหมื่น ซึ่งคุณภาพเลนส์ที่แตกต่างกันก็มีผลส่วนหนึ่งสำหรับในเรื่องของความคมชัด

แต่สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งที่มากกว่านั้นก็คือ การถ่ายภาพย้อนแสง สำหรับเลนส์คุณภาพสูงนั้นอาการแฟลร์และอาการฟุ้งของเลนส์จะมีน้อยกว่าเลนส์คุณภาพรองลงมา

ยิ่งถ้าเป็นเลนส์คุณภาพต่ำด้วยแล้วอาการทั้งแฟลร์และแสงฟุ้งจะมีมากขึ้นอาการเหล่านี้จะลดความคมชัดของภาพลงทันที

ดังนั้นการระมัดระวังหรือหลีกเลี่ยงการถ่ายภาพที่จะต้องย้อนแสงโดยตรงจะช่วยลดอาการฟุ้งไปได้มาก ซึ่งจะทำให้ภาพมีความคมชัดได้ดีขึ้น

หรือการใช้ Hood บังแสงที่หน้าเลนส์ก็จะเป็นการช่วยลดอาการดังกล่าวได้มาก

__________________________________________________________________________________

[หมายเหตุ] 

บทความนี้ SmiLelY เอามาจาก ต้นฉบับ "10 เทคนิคถ่ายภาพให้ชัด"

แล้วนำมาดันแปรงเล็กน้อยตามความเหมาะสม ที่เขียนเพื่อเป็นการบอกเอาไว้ให้ทราบ จะได้ไม่เกิดการเข้าใจผิด

__________________________________________________________________________________










ขอบคุณ : camerartmagazine.com

วันอังคารที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

วิธีใช้ EM Ball ภายในบ้าน !!!

วันนี้ SmiLelY ไปเจอของดีมาล่ะ

เป็นวิธีการใช้เจ้า EM Ball ภายในบ้านของเรา 

ปกติเรามักจะเห็นคนเอาไปโยนหรือเทกันตามที่ตามทางต่างๆเนอะ

แต่ว่าน้ำเน่า น้ำเสียมันก็ไหลเข้าไปในบ้านเราเหมือนกันนี่น่า

หลายคนอาจจะสงสัยว่าถ้าโยนในบ้านจะเป็นยังไง

วันนี้ SmiLelY จึงเอาวิธีมาบอกกัน เป็นรูปน่ารักๆ เข้าใจง่ายด้วยล่ะ


รูปอาจจะเล็กไปหน่อย แต่คิดว่าโหลดไปดูหรือดูแค่ภาพก็น่าจะเข้าใจนะจ้ะ






ขอบคุณ : DealDiDi

วันเสาร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

[DIY] เครื่องกรองน้ำ ฉุกเฉิน !!!

เป็นเครื่องกรองน้ำที่หาอุปกรณ์การทำได้ง่ายมากๆ แต่ไม่ว่ายังไงก็ต้องเอาไปต้มอยู่ดีนะจ้ะ หรือไม่ก็ต้องเอาไปตากแดดให้โดยยูวีบ้างอยู่ดี

อ่ะๆแต่อยากให้โดนนานๆนะ เพราะเคยได้ยินใช่มั้ยล่ะ ว่าขวดพลาสติกน่ะโดนความร้อนมากๆ สิ่งที่อยู่ข้างในจะมีสารพิษได้นะ

โดนแดดเช้าๆ หรือบ่ายแก่ๆก็น่าจะดี


เป็นภาพน่ารักๆ พร้อมคำอธิบาย ดูง่ายกว่าเดิมอีกใช่มั้ยล่ะ







ขอบคุณ : Tidlom

วันอังคารที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

ชูชีพน้องหมา จัดเต็มให้เจ้าตัวแสบ !!!!

ต้องบอกว่า"ขอบคุณ"คนคิดมากๆ

จะดัดแปลงไปทำให้น้องแมว หรือกระต่ายก็น่าจะได้นะ เพราะขวดน้ำเองก็มีหลายขนาดอยู่

แล้วรูที่ทำออกมาก็เข้าใจง่าย

ลองทำกันดูนะ


แถมๆพรีเซนเตอร์ซะหน่อย(ที่ได้ออกมาก็คล้ายๆนี้ อาจจะไม่เหมือน)




แบบประหยัด 555












ขอบคุณ : surached Ger

วันจันทร์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2554

หนังสือถึงจะเปียก ก็ซ่อมได้ !!!

ในเวลาที่น้ำท่วมเวอร์ขนาดนี้ การเตรียมพร้อมในแต่ละบ้านคงหนีไม่พ้น การเก็บ "ของมีค่า" ขึ้นที่สูงให้หมด และเจ้า "ของมีค่า" ของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกันนะ บางสิ่งมันมีคุณค่าทางใจของเราโดยที่คนอื่นก็ไม่รู้
 
และของมีค่าของคนรักการอ่าน ก็คงจะไม่อะไรไปไม่ได้นอกจาก "หนังสือ" ซึ่ง SmiLelY ก็เป็นหนึ่งในนั้นนะ ก็เราซื้อมาด้วยเงินของเรานี่น่า ที่สำคัญ กระดาษกับน้ำมันถูกกันซะที่ไหนล่ะ แค่โดนฝนนิดเดียวยังบวมเลย จริงมั้ย? เพราะงั้นเราทั้งหลายก็ต้องขนๆๆๆไปไว้ในที่ที่คิดว่าสูงที่สุด ปลอดภัยที่สุดอยู่แล้ว
 
แต่ด้วยสถานการณ์ที่เชื่อถืออะไรไม่ได้สักอย่างคงไม่มีความแน่นอนอะไรอีกแล้ว เพราะที่ออกมาเตือนๆบอกกันก็ฟังไม่ค่อยจะรู้เรื่อง สรุปเอาง่ายๆตามภาษาชาวบ้านธรรมดาๆอย่างเราว่า "มันท่วมแน่นอน" เตรียมไว้เลยสองเมตร 

เพราะงั้นหนังสือที่เก็บไว้สูงๆๆแล้ว ก็ไม่ได้แปลว่าจะรอดปลอดภัยไม่มีเปียกนะจ้ะ
 
แต่ถ้าเกิดเหตุขึ้นจริง อย่าเพิ่งตระหนกตกใจไป เพราะยังพอมีวิธีแก้ไขอยู่บ้าง ถ้าหากว่าไม่ถึงขั้นจมน้ำจนกระดาษเปื่อย หรือลอกกระดาษหลุดเป็นแผ่นๆ TTTOTTT


แยกตามระดับการเปียก ถ้าหนังสือเปียกไม่มาก อันดับแรกให้ใช้ผ้าขนหนูนุ่มๆ ซับน้ำส่วนเกินออกก่อน ห้าม! ขัดถูหรือเช็ดแรงๆ หรือพยายามแกะ หรือแซะเอาโคลนออกด้วยแปรง หรือของแข็ง และก็ไม่ควรใช้สบู่ ยาขจัดคราบสกปรก ผงซักฟอก ครีมน้ำยาต่างๆ เด็ดขาด เพราะจะเป็นอันตรายและเพิ่มความเสียหายแก่หนังสือมากขึ้น 
 
จากนั้นก็เอามือลูบกระดาษให้เรียบก่อนที่จะเอาไปวางแช่ในช่องแช่แข็งตู้เย็นประมาณ 1 วัน ซึ่งจะแห้งช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับระดับความเปียกและความหนาของหนังสือ โดยวางให้ส่วนที่เปียกอยู่ด้านบน ก่อนจะหาอะไรมาทับซักนิด แล้วจะได้หนังสือที่มีแผ่นกระดาษเรียบๆ เหมือนเดิม
 
อ่อ!ถ้ามีหลายเล่ม ห้ามวางซ้อนกันเด็ดขาด ไม่งั้นพอแห้งแล้วปกจะติดกัน คราวนี้จะเป็นปัญหายิ่งกว่าหนังสือเปียกซะอีก
 
ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ อย่าเอาของกลิ่นแรงๆ แช่พร้อมหนังสือนะ เพราะกระดาษมีคุณสมบัติในการดูดกลิ่น ไม่งั้นอาจจะได้หนังสือกลิ่นทุเรียนออกมาดมเล่นแน่ๆ
 
หลายคนคงสงสัยว่ามันจะแก้ได้จริงเหรอ จะออกมาเรียบเหมือนเดิมจริงเหรอ

สาเหตุที่กระดาษเรียบได้นั้น ก็เพราะว่าเมื่อกระดาษเปียกน้ำเจอความเย็น โมเลกุลของน้ำจะขยายตัว ช่องว่างในกระดาษจะมีการเรียงตัวใหม่ กระดาษก็เลยเรียบเนียนเหมือนเดิมนั่นเอง
 
 ในกรณีที่ตู้เย็นแช่ผักกักตุนอาหารไว้เต็มจนแทบไม่เหลือที่ว่างให้หนังสือ ก็ไม่ต้องกังวล เพราะมีวิธีซักแห้งมาเสนอ โดยมีอุปกรณ์สำคัญที่นอกเหนือจากผ้านุ่มๆ สะอาดๆ ก็คือ แป้งเด็กที่ไม่มีสีและกลิ่น
 
โดยเริ่มจากนำผ้าสะอาดมาซับน้ำจากกระดาษทีละแผ่นๆ ที่ค่อยๆ คลี่ออกจากกัน จากนั้นก็โรยแป้งเด็กลงบนกระดาษทุกหน้าที่เปียก โดยเกลี่ยให้เสมอกัน ก่อนที่จะนำไปไว้ที่แห้งๆ แล้วนำของที่มีน้ำหนักมากๆ ทับลงไปให้เรียบไปกับพื้นผิวที่วาง ทิ้งไว้ประมาณ 2-7 วัน จะช้าเร็วก็ขึ้นกับว่าเปียกมากน้อย และปริมาณความชื้นในอากาศ
 
ซึ่งทั้งหมดต้องรีบทำทันที! อย่าทิ้งไว้นาน เพราะถ้าแช่น้ำนานๆ ต่อให้เทวดาเหาะลงมาก็คงช่วยอะไรไม่ได้ เพราะเชื้อราจะสามารถเติบโตได้ภายในเวลา 24 ชั่วโมง

คงจะช่วยได้ในระดับนึงล่ะนะ แต่สำหรับบ้านที่มีชั้นเดียว อาจหนีไม่รอด ถ้าแช่เป็นเดือนๆก็คงต้องบอกว่า "เสียใจด้วยจริงๆ" ดังนั้น ถ้ามีเล่มโปรด เล่มหายากจริงๆ ขนไปฝากบ้านญาติ หรือคนรู้จักเลยจะดีกว่า





ขอบคุณ : matichon.co.th

วันอาทิตย์ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2554

วิธีง่ายๆ "ช่วยประหยัดแบต" มือถือ !!!

ในช่วงเวลาที่น้ำท่วมหนัก ไฟฟ้า น้ำประปาอาจถูกตัดได้ทุกเมื่อ และในเหตุการณ์แบบนี้เราๆทั้งหลายคงไม่อยากขาดการติดต่อจากข่าวสาร หรือโลกภายนอก หรือญาติๆของเราหรอกจริงมั้ย

แต่จะทำยังไงล่ะ ในเมื่อมือถือเราก็มีเบตอยู่อย่างจำกัด วันนี้เรามีทางออกมาเสนอ อ่านกันดูนะ รับรองว่ามีประโยชน์


สรุปสาระสำคัญในการประหยัดแบตเตอร์รี่บนโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟน และแท็บเล็ต

1.ปิด Bluetooth ทันทีหากยังไม่ใช้ หูฟังไร้สาย หรือโอนไฟล์แบบไร้สายกับชาวบ้าน

2. เลิกใช้ Wireless Network ระบุตำแหน่ง หากคุณอยู่ศูนย์อพยพและไม่ไปไหนอยู่แล้ว ถ้าจะย้ายไปอีกที่หนึ่งค่อยเปิด Wireless Network ก็ได้

3. ปิด GPS ได้เลยกรณีไม่ใช่ เพราะถ้าเปิดไว้จะกินพลังงานมากๆ จะเปิดไว้เฉพาะยามจำเป็นในการเดินทางเท่านั้น

4. ยกเลิก Always-On Mobile Data สำหรับ Android ถ้าคุณไม่ค่อยใช้แอพที่ต่อเน็ตตลอดเวลา (แต่ส่วนใหญ่ต้องใช้ ก็ไม่ต้องปิดก็ได้ แต่ถ้าไม่ลืมปิดได้ยิ่งดี)

5. ปิด Wi-Fi และ การเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตผ่าน 3G กรณีคุณไม่ใช้เน็ต  หากคุณต้องการใช้เน็ตจริงๆถ้ามีสัญญาณ Wi-FI ก็เปิดแต่ Wi-Fi

ไม่ต้องเปิด Wi-Fi และ 3G พร้อมกัน โดยการเปิดรับสัญญาณ Wi-Fi นั้นจะกินพลังงานแบตน้อยกว่าแบบ 3G

6. ตั้งค่าเวลาดับหน้าจอ (Screen Timeout) ให้เร็วขึ้น  จะช่วยประหยัดแบตเตอรี่ได้พอสมควรทีเดียว

7. ตั้งค่าความสว่างให้แสงสว่างในมือถือน้อยลง หากมีโหมดอัตโนมัติก็ควรเลือกตั้งแบบอัตโนมัติ

8. หากคุณใช้จอแสดงผลแบบ Amoled บนมือถือและแท็บเล็ตละก็ ควรเลือก Wallper เป็นสีดำ จะช่วยประหยัดแบตได้มากขึ้น

9. สำหรับมือถือ Android , Nokia ที่มี Widget และรวมทั้ง Wallpaper แบบเคลื่อนไหว ควรเลือกแบบภาพนิ่งจะดีกว่า และลดการใช้ Widget ประดับหน้าจอ

 เพราะจะทำให้มือถือของคุณจะต้องดึงข้อมูลเข้ามาแสดงผลในส่วนของการทำงานด้านหลัง (background) ตลอดเวลา หากมีเยอะก็ทำให้กินพลังงานแบตเยอะพอสมควร

10. ใช้ Task Manager คอยปิดโปรแกรมที่ทำงานตลอดเวลา ด้วยสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตนี้ทำงานแบบ Multitasking

การเปิดแอพฯค้างไว้ในเครื่องหลายๆ ตัวโดยไม่ปิด เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้แบตเตอรี่ของคุณหมดเร็วได้เช่นกัน ดังนั้นหากคุณไม่ใช้แอพนั้นแล้วควรปิดการทำงานด้วย

11 ปิดคุณสมบัติการ push e-mail และปิดระบบการแจ้งเตือน เพราะในกรณีทีมีแอพฯหลายตัวอยู่ใน notification แบตเตอรี่ก็จะถูกใช้มากตามไปด้วย

ระบบจะต้องมีการเชื่อมต่อไร้สาย (Wi-Fi, 3G, Edge, etc.) ไปยังเว็บไซต์ของแอพฯ เหล่านั้นตลอด

12. อัพเดทเฟิร์มแวร์ใหม่ให้สม่ำเสมอ เพราะการอัพเดททุกครั้ง มักจะมีการพัฒนาประสิทธิภาพในการจัดการพลังงานของแบตเตอรี่ให้ดีขึ้นด้วย

13.  เตรียมชาร์ททั้งแบตหลักและชาร์ทแบตสำรองด้วย หากแบตหมดก็เปลี่ยนมาใช้แบตสำรองมาใช้ต่อได้เลย

14. ใช้ที่ชาร์ทแบบพกพา มีทั้งที่ชาร์ทมือถือแบบ Mobile Booster ที่เก็บพลังงานสำรองจากไฟที่ชาร์ทกับไฟบ้านมาใช้ต่อกับมือถือได้

และที่ชาร์ทมือถือ iPhone แบบพลังงานแสงอาทิตย์ได้ด้วย

15. ที่ชาร์ทมือถือแบบรถยนต์ ถ้ามีก็เตรียมไว้ หากที่พักไม่มีที่ชาร์ทก็สามารถชาร์ทได้บนรถยนต์ที่มีพลังงานแบตเตอร์รี่ซึ่งใช้ได้ยาวนานอยู่

16. การชาร์ทแต่ละครั้งควรชาร์ทให้เต็ม และตอนใช้มือถือและแท็บเล็ตก็ควรใช้อย่างประหยัดและจำเป็นเท่านั้น

เพื่อรักษาระดับพลังงานในแบตให้สูงสามารถใช้งานได้นานหลายวันในยามไม่มีไฟ










ขอบคุณ : http://www.it24hrs.com

วันพฤหัสบดีที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2554

How to ส้วมของฉัน ฉบับการ์ตูน!!!

ยังคงเป็นปัญหาใหญ่สำหรับผู้คน แม้ว่าจะมีอาสาเอาไปแจกแล้วก็ตาม

แต่ก็ยังมีชาวบ้านบางกลุ่ม ปล่อย ปุปุ ลงน้ำที่กำลังท่วม

แล้วคิดดูนะ อีกบ้านที่อยู่ปลายน้ำจะเป็นยังไง

>~< ไม่อยากจะคิดเลย ว่ามั้ย อีกอย่างๆ มันก่อให้เกิดโรคระบาดด้วยนะ เพราะงั้น เรามาดูวิธีทำส้วมง่ายๆด้วยตัวเราเองดีกว่า




เป็นไงๆ ฉบับการ์ตูนแบบนี้ น่าจะเข้าใจกันได้ง่ายๆเลยเนอะ

เราต้องร่วมมือกันนะ ไม่งั้น ปัญหาน้ำท่วมยังไม่หมด เราอาจจะต้องแก้ปัญหาโรคระบายต่อ







ขอบคุณ : อาสาสมัครฟื้นฟูประเทศไทย

วันพุธที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2554

วิธีห่อ "รถยนต์" รับสักห่อมั้ยจ้ะ !!!

ไปเจอมาจากเพื่อนๆใน Facebook เห็นว่าละเอียด แล้วก็เป็นประโยชน์ดี เลยอยากจะแชร์ให้ดู

เพื่อว่าบ้านใครมีรถจะเอาไปทำกันบ้าง



เออ....มันก็ดูไม่ค่อยยากเท่าไรนะ ยังไงก็ลองไปทำกันดูนะ ยังดีกว่าปล่อยรถไว้เฉยๆล่ะนะ







ขอบคุณ : อาสาสมัครฟื้นฟูประเทศไทย และ Nissan Thailand 

วันพุธที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2554

ถุงน้ำ อุปกรณ์กั้นน้ำใช้แทนกระสอบทราย !!!

ช่วงนี้กระสอบทรายเริ่มจะขาดแคลน และแพงขึ้นทุกวัน เราจึงขอนำเสนออีกทางเลือกที่ดีกว่า






ถุงน้ำ ใช้กั้นน้ำท่วมบ้านแทนกระสอบทราย ผู้ลองทำทดลองทำดูแล้วและเห็นว่ามันมีประสิทธิภาพพอๆกับกระสอบทราย ประหยัดกว่า และใช้น้ำแทนทราย


โดยอาศัยหลักการเดียวกันกับกระสอบทราย กล่าวคือ

ทรายเป็นมวลสารที่มีน้ำหนัก กระสอบเป็นภาชนะที่บังคับให้ทรายอยู่ในรูปทรงของกระสอบ จึงทำให้กระสอบทรายมีน้ำหนักมากพอที่จะต้านทานแรงดันของน้ำได้

ยิ่งวางซ้อนกันหลายชั้นและหลายแถวก็จะยิ่งต้านทานแรงดันของน้ำได้มากขึ้นตามลำดับ

ทีนี้ น้ำก็เป็นมวลสารที่เมื่อรวมตัวกันมากๆ ก็จะมีน้ำหนักมากเช่นกัน ถุง จึงเป็นภาชนะที่บังคับให้น้ำอยู่ในรูปทรงของถุง

จึงทำให้ถุงน้ำมีน้ำหนักมากพอที่จะต้านทานแรงดันของน้ำได้เช่นเดียวกับกระสอบทราย ยิ่งวางซ้อนกันหลายชั้นก็จะยิ่งทำให้ต้านทานแรงดันของน้ำได้มากขึ้นเช่นกัน

 ซึ่งการวางซ้อนกันหลายชั้นนั้นก็ต้องเพิ่มแถวการวางถุงน้ำลงไปด้วยเพื่อเป็นการถ่ายเทน้ำหนักของถุงน้ำให้กระจายออกไปทำให้ถุงไม่แตกง่าย



[อุปกรณ์]

1. ถุงดำ หรือถุงชนิดที่มีความเหนียว ตามขนาดของความเหมาะสม

2. สายรัดสายไฟ

3. น้ำ ทั่วๆ ไป



[วิธีบรรจุ]

คือ นำถุงดำหรือถุงชนิดที่มีความเหนียวซ้อนกัน 2 ใบ หรืออาจจะมากกว่า

เพื่อเพิ่มความทนทานความเหนียวของถุงพลาสติก แล้วใส่น้ำลงไปให้เต็ม

เสร็จแล้วรวบปากถุงแล้วใช้สายรัดสายไฟรัดปากถุงให้แน่น

เท่านี้ก็เสร็จเรียบร้อยสามารถนำไปวางเป็นเครื่องกั้นน้ำท่วมบ้านได้แล้ว


ในกรณีที่น้ำไหลแรง ให้เตรียมถุงน้ำให้เสร็จเรียบร้อยครบหมดก่อนแล้วค่อยนำมาวางเป็นแนวกั้น



[ข้อแนะนำ]

- ให้หาไม้แผ่นกระดานอัดหนาๆ มากั้นระหว่างแถวได้ยิ่งดี เพราะจะทำให้ถุงน้ำอยู่ทรงมากขึ้นและเพิ่มความแข็งแรง.

- ไม่แนะนำให้ใช้ถุงดำของ TESCO เพราะมีความบางมาก ไม่เหมาะที่จะใส่น้ำ ให้หาซื้อถุงดำที่ผ่านมาตราฐาน ISO มีความเหนียวทนเท่านั้น.


อนึ่ง...เราสามารถเลือกใช้วัสดุพลาสติกแข็งๆ หรือยืดหยุ่นได้หลายรูปแบบ อย่างเช่นถังน้ำ ขวดน้ำ มาทำเป็นเครื่องกั้นน้ำหรือเรียกว่าแท่งน้ำก็ได้

โดยการบรรจุน้ำให้เต็มแล้วปิดฝาให้แน่น หลังจากนั้นนำมาวางเป็นแถวแล้วเรียงซ้อนกันแล้วแต่ความต้องการ

โดยใช้ผ้าเทปกันน้ำรัดให้รอบอย่างแน่น เท่านี้เราก็จะได้แท่งกั้นน้ำแล้วคับ หรือหาถุงใส่ปลาชนิดหนาแบบของญี่ปุ่น

หรือยางในรถสิบล้อ นำมาบรรจุน้ำแล้วปิดให้สนิท ก็ได้เช่นกัน เป็นต้น


แต่ที่ผู้นำเสนอวิธีการนี้เลือกใช้ถุงดำก็เพราะว่าทดสอบแล้ว มีความเหนียวพอสมควรเมื่อใส่ถุงซ้อนกันก็จะสามารถรับแรงกระแทกได้ดีในระดับที่ดี

กดทับพื้นผิวได้สนิทซึ่งก็ขึ้นอยู่กับน้ำหนักของน้ำตามขนาดของถุง และที่สำคัญชาวบ้านหาซื้ออุปกรณ์ได้ง่าย ราคาถูกไม่แพงเกินไป (ประเด็นเลยล่ะ)

"ผมทดลองทำดูแล้วและเห็นว่าได้ผลมีประสิทธิภาพดี ใครทราบแล้วลองไปทดลองทำดูนะครับแล้วช่วยกระจายข่าวออกไปด้วยนะครับ จักขอบพระคุณเป็นอย่างสูง.../ Anupong ^^"
















ขอขอบคุณวิธีการดีๆนี้จาก :  Anupong รักและเทิดทูนในหลวง และ UniDog (ผู้เป็นสื่อกลาง)

วันเสาร์ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2554

ข้าวกล่อง น่ารักขนาดนี้จะกินลงมั้ยเนี่ย !!!

พักจากเรื่องเครียดๆมาดูอะไรที่มันสบายตาสบายใจกันมั้งดีกว่านะ

วันนี้ไปเจอบทความหนึ่งในเว็บมา เห็นว่าน่ารักดี เลยนะมาให้ดูกันล่ะ

ขอบคุณเว็บ Dek-d ที่ชอบเสนอเรื่องราวน่ารักๆแบบนี้นะจ้ะ


ลูกเจี๊ยบตัวน้อยพึ่งออกจากไข่ น่ารักขนาดนี้ จะกินลงมั้ยนะ


นี่มันน้องหมาพูดเดิ้ล หรือแกะกันแน่เนี่ย ฮา


ครอบครัวหมูน้อย รักกันหวานแหวว


คุณวัวแดงใส่หมวก จมูกน่ากินจัง > <


ปลาดาวๆๆ แต่สนใจกุ้งมากกว่า น่ากินอ่ะ 


วื้อว่อวื้อว่อ รถคุณตำรวจมากแล้ว


อันนี้แอบหลอน จะกินหรือจะมาร์คหน้าดีล่ะ


สิงโตแอบซุ่มหลังพุ่มไม้


เอ้า!!หมดซะแล้ว ดูแบบนี้ก็น่ารักดี แต่เวลาทำคงประดิษฐ์ประดอยน่าดู ตื่นมาทำสายก็ไปเรียนสายล่ะ ฮะๆๆๆ

ดูแบบนี้แล้วก็หิวๆเลยนะเนี่ย ขอตัวไปกินข้าวบางล่ะ 

บะบายจ้า กินอะไรดีนะๆๆๆๆ พึมพำๆ