แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Tips แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Tips แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

[น่าสนใจ + สุขภาพ] 18 สาเหตุที่ทำให้เราเหนื่อยแสนเหนื่อย !!!


SmiLelY กลับมาแล้วจ้า กลับมาพร้อมกับสาระดีๆที่หนีบมาฝากกันอีกแล้ว

ช่วงที่ผ่านมาเน้นไปอัพทาง Facebook ซะมากกว่า ยังไงเพื่อนๆก็ไปกด LIKE เป็นแฟนเฟจกันได้นะจ้ะ

ที่ https://www.facebook.com/SmiLelysPhoTo

จะได้รับรู้ข่าวสารกันมากขึ้น แชร์เรื่องน่าสนใจไว้เยอะแยะมากมายเลยล่ะจ้ะ



เอาล่ะ!! เรามาเข้าเรื่องของเราในวันนี้กันเลยดีกว่าเนอะ

ช่วงนี้หลายๆโรงเรียนก็เปิดเทอมมาได้สักระยะแล้วล่ะเนอะ บางทีก็น่าจะใกล้สอบกลางภาคกันแล้ว

หลายๆคนคงกำลังเหนื่อยน่าดูเลยใช่มั้ยล่ะ อากาศก็ร้อน เรียนก็หนัก เฮ้อ...ชีวิตเด็กนักเรียน

แต่รู้หรือเปล่าว่าร่างกายเราเนี่ย ไม่ได้เหนื่อยแค่กับการเรียน การอ่านหนังสือสอบ หรือการเดินทางไปกลับเท่านั้นนะ

มันยังมีอีกตั้ง "18 สาเหตุ" ที่ทำให้ร่างกายของเรา เหนื่อยซะเหลือเกิน


ตามมาดูกันว่ามันคืออะไรกันมั้ง



1.ใช้โทรศัพท์มากเกินไป

คุณจะเสียน้ำในร่างกายไปทางปากขณะพูด ซึ่งเป็นอาการที่เรียกว่า "phone-fatigue" ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่สำหรับพนักงานตามศูนย์บริการลูกค้า อาการขาดน้ำทำให้เลือดแข็งตัวและลดปริมาณออกซิเจนในระบบที่เป็นตัวให้พลังงาน ดังนั้น ถ้าคุณใช้โทรศัพท์นาน ควรดื่มน้ำมาก ระหว่างคุย


2.ความดันเลือดต่ำ

ความดันเลือดต่ำคือสาเหตุใหญ่ที่คุณหมดแรง แพทย์ยังไม่รู้ว่าทำไม แต่เป็นไปได้ว่ามันทำให้เลือดส่งไปยังสมองไม่เต็มที่ ซึ่งอาจทำให้อ่อนเพลีย อาการที่พบได้บ่อยที่สุดในคนที่มีความดันเลือดต่ำคือ รู้สึกหน้ามืดเวลาลุกขึ้นปุปปับ หรือเวลายืนนานๆ ถ้าคุณมีอาการเหล่านี้ ควรปรึกษาแพทย์





3.เล่นเน็ตดึกเกินไป

ฮอร์โมนเมลาโทนินจะกระตุ้นให้เรานอนหลับ แต่แสงจากจอคอมพิวเตอร์ อาจทำให้เราหลับยาก โดยเฉพาะเมื่อคุณกำลังดูสิ่งที่สนใจอยู่ ซึ่งทำให้คุณมักนอนดึก และมีเวลานอนหลับน้อยลง ให้คุณทำอย่างอื่นที่ผ่อนคลายกว่า เช่น อ่านหนังสือแล้วดูสิว่าคุณจะตื่นตัวมากกว่าเดิมในวันใหม่หรือเปล่า


4.กินอาหารไม่เต็มที่

การเฝ้ารออาหารจะเพิ่มปริมาณน้ำย่อย และทำให้เราดูดซับสารอาหารได้มากขึ้น ที่มันเกี่ยวกับอาการอ่อนเพลียก็เพราะ การขาดธาตุเหล็กคือหนึ่งในสาเหตุของ ความอ่อนเพลียที่พบมากในผู้หญิง ดังนั้นไม่ว่าอะไรที่เพิ่มระดับสารอาหารให้คุณ ก็จะเพิ่มพลังใจและกายให้ด้วย



5.ไม่ออกกำลัง

นักวิจัยพบว่าคนที่ออกกำลังอย่างน้อย 20 นาที แม้จะแค่อาทิตย์ละครั้ง ก็จะรู้สึกอ่อนเพลียน้อยกว่าคนที่ไม่ออกกำลังเลย ประมาณ 30% ถ้าเห็นว่าออกกำลังเป็นเรื่องยากเกินไป ให้คุณกินผักและผลไม้เพิ่ม คนที่กินผักผลไม้อย่างน้อย 4-5 จานต่อวัน จะออกกำลังได้อย่างสบายๆ


6.อิทธิพลของเดือนเกิด

ถ้าคุณเกิดเดือนธันวาคม หรือมกราคม จะอ่อนเพลียใหนช่วงเย็นมากกว่าคนที่เกิดเดือนมิถุนายน หรือกรกฎาคมที่จะขี้เซาในยามเช้า นักวิทยาศาสตร์บอกว่า การสัมผัสของแสงแดดยามเช้าประมาณ 15 นาที จะทำให้คนประเภทหลังตาสว่าง ส่วนกาแฟยามบ่ายจะเพิ่มพลังให้กับคนประเภทแรก


7.กรามแข็ง

คุณสามารถใส่นิ้ว 3 นิ้วเรียงเป็นแนวตั้งเข้าปากพร้อมกันหรือเปล่า ถ้าไม่ได้ คุณคงมีปัญหาที่เรียกว่าโรค TMJ (temporomandi bular joint) แพทย์บอกว่ามันคือความไม่สมดุลระหว่างกล้ามเนื้อใกล้กราม และตำแหน่งของฟัน อาการทั่วไปคืออ่อนเพลียและปวดหัว ปวดคอ หรือไหล่ ควรปรึกษาทันตแพทย์




8.ธรณีหน้าต่างสกปรก

จากการวิจัยพบว่า 88% ของบ้านทั่วไปจะมีราขึ้นตามหน้าต่าง และการแพ้เชื้อราเหล่านี้เองคือ สาเหตุหนึ่งของความอ่อนเพลีย ใช้ผงซักฟอกทำความสะอาดและตรวจดูผ้าม่านอาบน้ำของคุณด้วยว่า มีราหรือเปล่า




9.ไม่ได้เอาผ้าห่มไปผึ่งแดด

ระดับความขึ้นสูงทำให้ไรฝุ่นเติบโตได้ดี มันอาจกระตุ้นให้เกิดการอักเสบตามหลอดลมในปอด ทำให้หายใจติดขัดและนอนหลับไม่สนิท และเป็นสาเหตุของความอ่อนเพลียในวันต่อมา นำผ้าห่มผึ่งแดดเป็นประจำ เมื่อความชื้นหมดไป ก็ไม่มีไรฝุ่น



10.เชื่องช้า งุ่มงาม

ร่างกายจะใช้พลังงานมากขึ้นเมื่อคุณงุ่มง่าม เพราะปริมาณกลูโคสเข้าสู่สมองน้อยลง คุณเลยอ่อนเพลีย การผ่อนคลายกล้ามเนื้อที่ตึงเครียด ทำได้โดยเหวี่ยงแขนไปหน้าและหลัง สลับทีละแขน





11.อยู่ใกล้คนมองโลกในแง่ร้าย

คนที่มองทุกอย่างในแง่ร้ายจะฉุดพลังคุณหดหายไปด้วย เพื่อลดอิทธิพลของพวกเขา ให้จินตนาการว่าคุณกำลังใส่เสื้อคลุมสีดำเวลาคุยกัน ก็จะยับยั้งไม่ให้คุณดูดพลังแง่ลบจากพวกเขาได้



12.อยู่ใกล้เครื่องใช้ ไฟฟ้ามากเกินไป

ขั้วบวกที่มาจากอุปกรณ์อิเล็กโทรนิกส์ หรือเครื่องปรับอากาศ อาจกระตุ้นให้เกิดฮอร์โมนที่ทำให้เราอ่อนเพลียและซึม เศร้า ให้เสียบปลั๊กตัวแปลงขั้วไฟฟ้า เพื่อเพิ่มระดับของขั้วลบที่เสริมพลังในอากาศ



13.ลืมดื่มกาแฟตอนเช้า

ถ้าคุณไม่ได้ดื่มกาแฟยามเช้า พลังกายและใจอาจตกวูบในวันนี้ จากงานวิจัยพบว่า ผู้ร่วมวิจัย 50% มีอาการอ่อนเพลียถ้าไม่ได้ดื่มกาแฟถ้วยแรกของวัน ซึ่งมีถึง 13% ที่ไม่สามารถทำอะไรได้เลย


14.บ้านรก

ผู้เชี่ยวชาญด้านฮวงจุ้ยบอกว่า กองสิ่งของรกเกะกะจะทำให้สถานที่นั้นขาดพลัง และกระตุ้นให้คุณขาดพลังไปด้วย คุณไม่ต้องถึงกับเก็บทุกอย่างในทันที แค่สะสางพื้นที่อาทิตย์ละครั้งก็ใช้ได้




15.ร่างกายมีปัญหา

แม้ว่าการเจ็บหน้าอกคือสัญญาณหลักๆ บอกถึงอาการโรคหัวใจ แต่สำหรับเพศหญิง สัญญาณนั้นอาจเป็นความอ่อนเพลีย ซึ่งมีมากถึง 70% ที่อ่อนเพลียภายในเดือนนั้น ก่อนหัวใจกำเริบ สัญญาณอื่นๆ อาจรวมถึงการนอนไม่หลับ หายใจขาดห้วง อาหารไม่ย่อยและความเครียด 43% ของผู้หญิงไม่มีอาการเจ็บหน้าอกเลย แม้โรคหัวใจจะกำเริบก็ตาม พบผู้หญิงวัยก่อนหมดประจำเดือนเป็นโรคหัวใจน้อยมาก แต่ถ้าคุณรู้สึกไม่ดี ควรตรวจร่างกาย โดยเฉพาะถ้าคุณมีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ เช่น สูบบุหรี่ ความดันเลือดสูง คลอเรสเตอรอลสูง เป็นเบาหวาน หรือคนในครอบครัวเป็นโรคหัวใจ


16.กลั้นหาว

การหาวเป็นวิธีธรรมชาติที่ร่างกายของเรากระตุ้นให้เราตื่น นักจิตวิทยาบอกว่าการเคลื่อนไหวของกรามจะบีบหลอดเลือดบนใบหน้า ซึ่งส่งเลือดไปยังสมอง การกลั้นหาวจึงเป็นการยับยั้งกระบวนการนี้และทำให้คุณยิ่งง่วงนอนมากขี้น


17.ใช้ชีวิตตามตาราง

ตารางกิจกรรมที่เตือนคุณทุกอย่างว่า ต้องทำอะไรบ้างคือตัวดูดพลังชั้นดี นักวิจัยพบว่าคนที่คิดว่าเขาทำอะไรไปได้มากแค่ไหนมักจะอ่อนเพลียง่ายกว่าคนที่ทำสิ่งที่ต้องทำไปเรื่อยๆ




18.หมอนเก่าเกินไป

ถ้าหมอนของคุณยวบยาบไม่แข็งพอ จะทำให้ลำคอของคุณไม่ได้ระนาบเดียวกับลำตัว ซึ่งไม่เพียงทำให้กล้ามเนื้อตึงตัวซึ่งทำให้คุณนอนไม่หลับ แล้วยังไปกีดขวางระบบการหายใจเวลาคุณหลับด้วยถ้าหมอนของคุณอ่อนนิ่มจนโอบรอบแขน คุณได้ ก็ถึงเวลาซื้อใบใหม่แล้ว





ขอขอบคุณ : http://webboard.yenta4.com/topic/527197


                     : เจ้าของรูปสวยๆทุกรูปที่อยู่ในบทความนี้




วันพุธที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2555

[น่าสนใจ] 9 ประโยชน์จากการ "จุจุ๊บ" !!!

คำเตือน (ที่ไม่รู้ว่าควรมีมั้ย) : บทความนี้ผู้อ่านควรใช้วิจารณญาณในการอ่าน ไม่ได้ชี้แนะให้คู่รักไม่รักนวลสงวนตัว การแสดงออกทางความรักเป็นเรื่องดี แต่ควรถูกที่ ถูกเวลา ถูกกาลเทศนะจ้ะ


คำเตือน (อีกนิด) : ผู้ใดที่ก๊อปบทความนี้ไป กรุณาเอาไปทั้งหมด รวมทั้งเครดิตด้านล่าง และ เครติด  http://smilelyphoto.blogspot.com  ด้วยนะจ้ะ ขอบคุณสำหรับความรวมมือ
__________________________________________________________

อ่ะๆๆๆเห็นหัวข้อกันไปแล้วก็อย่าพึ่งแปลกใจ อย่าพึ่งสงสัย และอย่าพึ่งไม่เชื่อกันจนปิดบทความนี่ไป

การจุจุ๊บ หรือการจูบกันเนี่ยมันมีประโยชน์จริงๆนะเออ แถมยังมีมากมายถึง 9 ข้อด้วยกันอีกตะหาก

แต่จะเป็นประโยชน์อะไรบ้างนั้น เราต้องไปอ่านด้วยกันนะจ้ะ

เอ้า!มาเริ่มกันเลย


1. การจูบช่วยยับยั้งฟันผุ


ผู้เชี่ยวชาญทางด้านทันตกรรมแห่งสมาคมทันตกรรมแห่งอังกฤษอย่าง ทันตแพทย์ Peter Gorden ได้กล่าวไว้ว่า “หลังจากที่เรารับประทานอาหารเข้าไป ช่องปากของพวกคุณจะเต็มไปด้วยสารละลายจำพวกน้ำตาลและกรดในน้ำลาย ซึ่งเป็นตัวการในการสร้างคราบพลัก การจูบถือว่าเป็นวิธีแห่งธรรมชาติอย่างหนึ่งในการกำจัดคราบเหล่านั้น” ท่านยังเสริมอีกว่า “การจูบเป็นตัวช่วยให้น้ำลายชำระคราบพลักออกให้อยู่ในระดับปกติทั่วไป



2. การจูบเป็นวิธีที่จะช่วยลดภาวะตึงเครียด 

การจุมพิตอย่างดูดดื่มถือว่าเป็นเทคนิคเยี่ยมยอดในการผ่อนคลายนอกจากนี้, Michelle Kay Mcnabb นักปรึกษาทางด้านลดภาวะความตึงเครียดกล่าวเสริมว่า “ทุกครั้งที่คุณจูบ รูปปากจะมี่ลักษณะเหมือนยิ้มไปโดยอัตโนมัติ และเมื่อทั้งภาษากายและภาษาใจหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวแล้ว แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่สภาวะตรึงเครียดจะเกิดขึ้นได้ ณ ช่วงเวลานั้น และนอกจากนี้แล้ว เวลาที่คุณจูบ คุณจะหายใจแรง และหลับพริ้มไปในขณะที่คุณจูบ นั้นก็ถือว่าเป็นการผ่อนคลายอารมณ์จากโลกที่แสนจะวุ่นวายนี้เช่นกัน”



3. การจูบช่วยลดน้ำหนัก !!!

แล้วจะต้องจุมพิตกันมาราธอนนานขนาดไหนกันละถึงจะลดน้ำหนักได้? คุณต้องใช้พลังงาน 3,000 แคลลอรี่ในการลดน้ำหนัก 1 ปอนด์ Claire Potter กล่าวว่า “การจูบที่มาราธอนช่วยให้ระบบเมตาบอลิซึมเผาผลาญน้ำตาลได้เร็วยิ่งขึ้น การเผาผลาญจะได้มากน้อยเท่าไร ขึ้นอยู่กับเวลาที่ใช้ด้วย โดยทั่วไปแล้ว ในการจูบ 10 นาที จะช่วยเผาผลาญพลังงานได้ถึง 10 แคลลอรี่


4. การจูบช่วยยับยั้งวัยชรา 

Claire Potter ที่ปรึกษาทางด้าน fitness แห่งนิตยสาร Cosmo กล่าวว่า “การจูบช่วยให้กล้ามเนื้อแก้มและขากรรไกรของคุณปรับให้เข้ารูปมากยิ่งขึ้น ทำให้ชะลอการเกิดการย่อนคล้อยตรงบริเวณนั้นได้เป็นอย่างดี”


5. การจูบช่วยเพิ่มพลังในการออกกำลังกาย 

หัวใจคุณกำลังเต้นแรง ชีพจรคุณยิ่งพุ่งปรี๊ด “ถ้าการจูบสร้างความตื่นเต้นให้แก่คุณ ร่างกายจะหลั่งสารอะดรีนาลีนสู่กระแสเลือด ทำให้หัวใจคุณสูบฉีดเลือดไปทั่วร่างกาย” แพทย์หญิง Susan Hotchkies ยังเสริมอีกว่า “ถือว่าการจูบเป็นการกระตุ้นให้หัวใจสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงยังส่วนต่างๆได้อย่างดีเยี่ยม


6. การจูบช่วยชี้ทางสว่างให้กับหนุ่มสาวในการเลือกคู่ 

การที่คุณได้รับสัมผัสรสจูบจากชายหนุ่มหน้าใหม่ทำให้คุณได้รับรู้ถึงฟีโรโมน (สารเคมีที่บ่งบอกถึงเสน่ห์ดึงดูดทางเพศ) ของเขา นักบำบัดทางด้านความสัมพันธ์และการแต่งงานกล่าวว่า “การจุมพิตครั้งแรกมักจะบ่งบอกว่าคุณและเขาจะไปด้วยกันได้หรือไม่ในภายภาคย์หน้า โดยปกติแล้วคนเราคิดว่ากลิ่นมักจะกระตุ้นแรงดึงดูดแห่งจิตใต้สำนึกของเราได้ และถ้าฟีโรโมนของคุณ “ไม่โดน” แล้วละก็ ฝ่ายตรงข้ามอาจจะเมินเฉยไปเลยก็ได้”




7. การจูบทำให้เราเกิดความมั่นใจ 

ปัจจัยหนึ่งในการสร้างความสุขให้เกิดขึ้นย่อมไม่มีสิ่งใดที่จะดีไปกว่าการจูบ ดังที่นักบำบัดทางด้านจิตวิทยา Paul Zeal ได้ให้ความเห็นไว้ว่า “ในทางทฤษฎีแล้ว เมื่อคุณจูบอย่างดูดดื่ม คุณจะรู้สึกได้ถึงการมีความสุข และเมื่อคุณมีความสุขคุณก็จะรู้สึกดีต่อตัวคุณเอง


8. การจูบทำให้ความรู้สึกโดยรวมดีขึ้นอย่างน่าประหลาด 

ได้มีเอกสารรายงานทางด้านวิทยาศาสตร์ว่า การจูบจะช่วยให้ร่างกายส่งสัญญานไปยังสมองเพื่อหลั่ง Oxytocin (ฮอร์โมนที่ทำให้เรารู้สึกดีโดยรวม) และทางหลักชีววิทยาแล้ว การที่เราจูบหนึ่งครั้ง มักจะส่งผลให้มีการจูบตามมาเรื่อยๆ เมื่อเราจูบแล้วสารเคมีที่อยู่ในปากจะถูกส่งต่อเมื่อริมฝีปากประกบกัน ทำให้เกิดความรู้สึกโดยรวมที่ดียิ่งขึ้นไปอีก


9. การจูบทำให้การงานดีขึ้น

นักจิตวิทยาและนายแพทย์ชาวเยอรมันได้วิจัยว่า สามีที่จูบภรรยาก่อนไปทำงานมีอัตาการขาดงานที่น้อยกว่าคนที่ไม่ได้จูบ นอกเหนือจากนี้แล้วสามีที่จูบภรรยาก่อนไปทำงานมักจะประสบอุบัติเหตุระหว่างทางไปทำงานน้อยกว่าปกติ 20-30 เปอร์เซ็นต์ และมีชีวิตอยู่ยืนยาวคนทั่วไปถึงกว่า 5 ปีเลยทีเดียว Dr. Arthur Sazbo หนึ่งในนักจิตวิทยาชาวเยอรมันได้ให้ความเห็นไว้ว่า เหตุผลที่สนับสนุนเคล็ดลับช่วยให้ชีวิตยืนยาว เพราะสามีที่จูบภรรยาก่อนออกไปทำงานมักจะเริ่มเช้าวันใหม่ด้วยความสดใสและมองโลกในด้านบวกเสมอ

















ขอขอบคุณ : naddate.com , siamdara.com และรูปภาพจากบอร์ดต่างๆ


หมายเหตุ : บทความที่เอามาอาจมีการปรับแต่งให้เข้ากับความเป็น SmiLelY นิดหน่อย สามารถดูบทความเดิมได้ที่ http://www.siamdara.com/ColumnGirl.asp?cid=4639

วันจันทร์ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

[How To] 3 ไอเดียแสนง่าย ทำผมออกงานด้วยตัวเอง !!!

ครั้งที่แล้วเอาใจสาวผมยาวกันไปแล้ว ในบทความ [DIY] ทรงผมสวย ให้สาวผมยาวท้าลมร้อน !!!

มาครั้งนี้ก็ยังขอเอาใจสาวๆอีกเช่นเคย แต่ขอเปลี่ยนเป็นสาวๆที่จะไปออกงานแล้วอยากจะมีทรงผมสวยๆเก๋ๆ แต่ก็ไม่อยากจะเสียเงิน เสียเวลาเข้าร้านทำผมนานๆ

เรื่องนี้ SmiLelY เข้าใจคุณสาวๆดีเลย เอาล่ะจ้ะ สาวๆมีชุดสวยกันแล้วใช่มั้ยเอ่ย มามะๆ เรามาเลือกทรงผมกันดีกว่า

แบบที่ 1 

ดูมีดีเทลและโดดเด่นดึงดูดสายตาให้คนหันมองใช้ได้เลยล่ะ


มีขั้นตอนดังนี้เลย ค่อยๆดูค่อยๆทำกันไปนะสาวๆ อยากสวยต้องทนนิดนึง


สำหรับใครที่ถักไม่เป็น หรือไม่ถนัดอะไรยังไง เพื่อนสาวคนข้างๆนะลากมาใช้งานช่วยเพื่อนซะดีๆ ผลัดกันทำผลัดกันสวย



แบบที่ 2 

อาจจะดูผู้ใหญ่สักหน่อย แต่ก็เรียบๆง่ายๆดูเก๋ไกมีสไตร์ดี


ขั้นตอนการทำอาจจะหลายขั้นไปหน่อย แต่รับรองไม่อยากเกินความสามารถ ใช่มั้ยจะสาวๆ


ทรงนี้ทำเสร็จใส่มูส หรือฉีดสเปรย์ให้ผมอยู่ได้นานก็โอเคแล้วล่ะจ้า




แบบที่ 3 

ทรงนี้อาจจะดูเรียบไปสักหน่อย แต่ถ้าเพิ่มความสดใส น่ารักด้วยกิ๊บหรือดอกไม้เล็กๆก็เก๋ไม่หยอก


ขั้นตอนการทำ ตามนี้เลย


อย่าลืมที่บอกหาโบว์ หากิ๊บ หาดอกไม้เล็กๆมาติดอีกสักหน่อยให้พอเป็นสาวหวานก็ดึงความโดนเด่นสดใสออกมาได้แล้วล่ะจ้ะ


เป็นยังไงกันมั้งจะสาวๆ ถูกใจทรงไหนกันมั้ยเอ่ย ลองเทียบดูกับชุดสวยที่ตัวเองมีอยู่ด้วยนะจ้ะ ว่ามันเข้ากับชุดเรามั้ย แล้วก็อย่าลืมหาสร้อยคอเลิศๆมาใส่ไม่ให้คิดดูโล่งจนเกินไปด้วยล่ะ มันไม่งามนะจ้ะ อิอิ











ที่มา : http://blog.modcloth.com/

บทความดั่งเดิม : http://webboard.yenta4.com/topic/521791

ขอบคุณ : Yenta4.com โพสโดย BBug

วันศุกร์ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

[DIY] ทรงผมสวย ให้สาวผมยาวท้าลมร้อน !!!

ร้อนๆๆๆๆๆ อากาศร้อนๆแบบนี้ สาวๆที่มีผมยาวทั้งหลายคงอยากจะตัดผมสั้นกันใช่มั้ยล่ะ แต่ก็เสียดายผมที่อุตสาห์ไว้มาตั้งนาน จริงมั้ยเอ่ย หรือไม่ก็ยังไม่มีความมั่นใจมากพอ

ก็แหมจะตัดผม เปลี่ยนทรงผมทั้งที มันก็ต้องดูอะไรตั้งหลายอย่างนี่น่า ทั้งรูปหน้า รูปร่าง เฮ้อ....ไม่ง่ายเลยนะเนี่ย

แต่ไม่ต้องห่วงวันนี้ SmiLelY มีลูกเล่นของทรงผมมานำเสนอ สาวๆผมยาวทั้งหลายลองดูนะ

(ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก Sanook.com)

ทรงที่ 1


เตรียมผมให้พร้อม โดยทำการแบ่งครึ่งผมที่บริเวณกลางศรีษะ (ดังรูปนะจะ) แล้วก็ทำการถักเปียที่ผมส่วนล่าง ใครถักไม่เป็นไม่ถนัดก็สะกิดๆเพื่อนข้างๆมาสนุกด้วยกันได้นะ อิอิ


ต่อมาก็มัดผมส่วนบนให้เรียบร้อย 


นำผมเปียที่ถักเมื่อกี้มามัดรอบๆผมส่วนบน (พันตามยางที่มัดผมส่วนบนนั่นล่ะจ้า)



เก็บงานให้เรียบร้อย อย่างให้มีส่วนไหนชี้โด่ชี้เด่ขึ้นมาเชียว แล้วก็ตกแต่งให้น่ารัก สวยงามด้วยผ้าหรือยางเส้นโต



ทรงที่ 2


ทรงนี้ก็จะคล้ายๆกับทรงที่ 1 นะ เพียงแต่ว่าส่วนของผมด้านบนที่เหลือเราจะเอามาถักเปียใหญ่ๆแทนการมัดรวบธรรมดา เพิ่มวอรูมความสวยเข้าไปอีกระดับ



ทรงที่ 3



เช่นเดียวกันกับทรงที่ 2 เลย แต่เราจะทำการเก็บผมขึ้นไว้ในลักษณะของมวน แล้วก็เพิ่มลูกเล่นนิดหน่อยไม่ให้ดูแก่จนเกินไปด้วยโบว์อันโตแสนน่ารักๆ (ทรงนี้โชว์ต้นคอด้วยนะ หนุ่มๆเขาว่ามาว่ามันคือส่วนที่ดูแล้ว เซ็กซี่)


อ่ะแฮ่้ม!!เป็นยังไงกันมั้งจ้ะสาวๆ ถูกใจทรงไหนใน 3 ทรงนี้มั้งหรือเปล่าเอ่ย ยังไงก็ลองเอาไปสนุกกันดูได้นะ รับรองว่าเพลินจนลืมร้อนเลยล่ะ ยิ่งมีเพื่อนสาวมาร่วมด้วยช่วยกันสวยแล้วล่ะก็ งานนี้รับรองว่าสวยท้าร้อนกันทั่วหน้าจ้า





ขอบคุณภาพประกอบจาก : www.mishang.com

สามารถดูบทความดังเดิม(ที่เรียบเรียงโดย BabeBuRin) ได้ที่ : woman.sanook.com



วันอาทิตย์ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ยาทาเล็บ กับ ประโยชน์ที่ไม่รู้ !!!

วันนี้ไปอ่านเจอมากับประโยชน์ของยาทาเล็บที่หลายๆคนยังไม่รู้

อ่านแล้วบางข้อก็ไม่น่าเชื่อนะว่าจะทำได้ บางข้อก็คิดไม่ถึง

ลองไปอ่านกันดู แล้วจะรู้สึกแบบเดียวกัน

1. ป้ายยาทาเล็บแบบใส ลงบนเกลียวอุปกรณ์ ต่างๆ เช่น ตะปูควง เกลียวขวด แล้วขันให้แน่นขณะที่ยังเปียก เมื่อมันแห้ง ยาทาเล็บจะทำให้อุปกรณ์เกียวนั้น แน่นขึ้น


2. อยากให้เครื่องประดับ เพชรแก้วของคุณดูสดใส ไม่ขุ่นหมอง ให้ทาน้ำยาเคลือบ Top Coat แบบใส


3. ปิดผนึกซองจดหมาย ด้วยการป้ายยาลาเล็บบริเวณทากาว จะสนิทแน่นกว่ากาวน้ำ และสะอาดกว่าใช้น้ำลายแน่นอน



4. อุดรูตามด ใช้ยาทาเล็บ หยดปิดรอยขีดข่วน บนโต๊ะไม้ ตารูรั่วเล็กๆ เพื่อไม่ให้ขนาดของรอย รูรั่วขยายวงกว้างได้ (ตามด=รอยขนาดเล็กกว่าหัวไม้ขีด)

5. ใช้ยาทาเล็บลูบ ลบความคม รอยฉีกของไม้ บริเวณหูจับ ด้ามอุปกรณ์ เพื่อลดการขีดข่วนของสันคม และสันเสี้ยน

6. กันปลายเชือกลุ่ย ใครที่ใช้วิธีเผาปลายเชือก หรือด้าย กันลุ่ย วิธีจุ่มปลายเชือกลงไปในขวดยาทาเล็บสีใสก็ใช้ได้ผลเหมือนกัน


7. กันสนิม ใช้ยาทาเล็บทาอุปกรณ์ที่ผลิตจากโลหะ ที่อยู่ในห้องน้ำ เพื่อป้องกันสนิม



ขอบคุณ : sanook.com และ yenta4.com

วันอาทิตย์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

[TipS] 10 เทคนิคถ่ายภาพชัดดังใจ !!!


มาแล้วจ้า!!! หลังจากที่ห่างหายไปนานจากฟอรั่มนี้

วันนี้ขอเอา Tips ดีๆมาฝาก สำหรับมือใหม่หัดถ่ายภาพ

ซึ่งปัญหาที่มือใหม่ทั้งหลายจะพบกับแทบทุกคนก็คือ "ภาพแล้วภาพไม่ชัด" ก็เพราะว่าเราเป็นมือใหม่ไง จะมาให้มีเลนส์โปร มีระบบกันสั่นมันก็ไม่ใช่เรื่อง จริงมั้ย?

ยิ่งเราไม่ใช่พวกมือใหม่กระเป๋าป๋าด้วยแล้วล่ะก็นะ รับรองว่าประสบปัญหานี้แน่ๆ

ดังนั้น SmiLelY ก็ไปชกบทความดีๆที่อยู่ใน http://camerartmagazine.com มาให้เพื่อนๆได้อ่านกัน ก็เห็นว่ามันดีแล้วก็มีประโยชน์

ยังไงก็ลองอ่านๆแล้วก็เอาไปปรับใช้ดูนะ เพราะยังไงทางใครทางมัน นี่เป็นแค่แนวทางเฉยๆ

เอาล่ะ ช้าอยู่ใยมาอ่านกันเลย (อ่านให้จบนะจ้ะ)


[วิธีที่ 1]

กดชัตเตอร์ในนิ่มนวลในการถ่ายภาพ เริ่มต้นหลายคนอาจบอกว่าเป็นเรื่องง่าย แต่ต้องขอบอกว่าหลายครั้งการกดชัตเตอร์ด้วยความรวดเร็วหรือหนักเกินไปจะทำให้กล้องไหวได้ง่าย

โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับกล้องคอมแพคที่ขนาดเล็กและเบารวมทั้งกล้อง DSLR ที่เป็นกล้องขนาดเล็กทั้งหลายที่มีน้ำหนักเบา

การกดชัตเตอร์ที่หนักเกินไปหรือรวดเร็วเกินไปมีส่วนทำให้กล้องไหวได้ง่ายนี่ คือสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ภาพถ่ายขาดความคมชัด

ด้วยเหตุนี้กล้องในระดับโปรทั้งหลายจึงไม่มีกล้องที่มีน้ำหนักเบา ส่วนใหญ่แล้วจะมีน้ำหนักที่ค่อนมาก

ที่เป็นเช่นนี้เพราะด้วยน้ำหนักของกล้อง จะทำให้การกดชัตเตอร์มีความเสถียรมากกว่า ทำให้ได้ภาพที่คมชัดกว่าในการใช้งาน

ดังนั้นการกดชัตเตอร์ที่นิ่มนวลจะช่วยลดปัญหานี้ได้



[วิธีที่ 2]

โฟกัสให้ชัดก่อนกดชัตเตอร์ ปัญหาถ่ายรูปไม่ชัดส่วนใหญ่เกิดจากสาเหตุนี้ ถ้าโฟกัสภาพด้วยมือต้องระลึกเสมอว่าต้องปรับระยะชัดให้ดีก่อนกดชัตเตอร์

ดังนั้นถ้าโฟกัสเองแล้วไม่ชัดก็ไม่ต้องไปโทษใคร เป็นเพราะตัวเราเนี่ยล่ะ แต่ถ้าเป็นระบบออโต้โฟกัส สิ่งที่ต้องเข้าใจมี 2 เรื่อง

1. คือเรื่องจุดโฟกัสของกล้อง การเลือกจุดโฟกัสถ้ากล้องมีหลายจุดจะทำให้โฟกัสในตำแหน่งที่ต้องการได้

2. คือการยืนยันโฟกัสของกล้อง ซึ่งกล้องมักจะมีสัญญาณเตือนให้ทราบ เช่นสัญญาณที่เป็นจุดเขียวในแถบข้อมูลของช่องมองภาพ หรือสัญญาณเสียงก็ตาม

นั่นหมายความว่ากล้องยืนยันการโฟกัสเมื่อกดชัตเตอร์จะทำให้ได้ภาพที่คมชัด แต่ถ้ากดชัตเตอร์ทันทีทันใดให้เข้าใจไว้ก่อนว่าอาจจะได้ภาพที่ชัดหรือไม่ชัดก็ได้

ซึ่งขึ้นกับสมรรถนะความเร็วในการโฟกัสภาพและความแม่นยำในการอ่านระยะโฟกัสของกล้อง ยิ่งถ้าเป็นกล้องคอมแพคด้วยแล้วให้ระมัดระวังไว้ว่าความเร็วในการโฟกัส

และความสามารถในการอ่านจุดโฟกัสจะช้ากว่ากล้องในระดับ DSLR แน่นอน

[วิธีที่ 3]

เลือกความไวชัตเตอร์ให้สูงขึ้นป้องกันการสั่นไหวของกล้อง ปัญหาหลักอีกอย่างหนึ่งที่ทำได้รูปถ่ายไม่ชัดก็ คือ ภาพที่ถ่ายออกมาไหว

ปัญหานี้เกิดจากการถ่ายภาพที่ความเร็วชัตเตอร์ต่ำเกินไปเป็น หรืออีกสาเหตุหนึ่งก็คือการถือกดชัตเตอร์แล้วกล้องไหว แก้ได้ไม่ยาก

เรื่องแรกถ้าถือกล้องถ่ายรูปต้องถือให้มั่น กดชัตเตอร์ให้นุ่มนวลจะช่วยแก้ปัญหาเรื่องกล้องไหวได้

อีกอย่างหนึ่งก็คือการเลือกความไวชัตเตอร์ให้สูงขึ้นเพื่อลดการไหวของกล้อง เท่านี้ก็จะเพิ่มโอกาสให้ถ่ายรูปได้ภาพที่นิ่งมีความคมชัดมากขึ้น


[วิธีที่ 4]

ใช้ขาตั้งกล้องช่วยป้องกันการไหวของกล้อง หลายครั้งที่การถ่ายภาพจำเป็นต้องใช้ความเร็วชัตเตอร์ต่ำในการถ่ายภาพซึ่งจะทำให้การถือกล้องให้นิ่งไม่ให้สั่นไหวทำได้ยาก

อย่าฝืนควรเลือกการใช้ขาตั้งกล้องช่วยจะทำให้สามารถถ่ายรูปได้โดยกล้องไม่ไหว ภาพที่ได้ก็จะเพิ่มโอกาสให้มีความคมชัดมากขึ้น

อีกประการหนึ่งการเลือกใช้ขาตั้งกล้องก็ควรมีความสมดุลกับกล้องที่ใช้งาน ถ้ากล้องเล็กขาตั้งกล้องเล็กก็ถือว่าใช้งานสมน้ำสมเนื้อ

แต่ถ้าใช้กล้อง DSLR ติดเลนส์ที่ใหญ่ขึ้นการใช้ขาตั้งกล้องที่เล็กเกินไปก็อาจจะมีโอกาสทำให้กล้องสั่นไหวได้เหมือนกัน

ยิ่งถ้าเป็นกล้อง DSLR การกระดกของการลั่นชัตเตอร์ซึ่งแม้เพียงเล็กน้อยก็มีโอกาสทำให้กล้องสั่นได้เช่นกัน


[วิธีที่ 5]

เลือกรูรับแสงที่แคบเพื่อเพิ่มความชัดลึก การเลือกรูรับแสงที่แคบเล็กหน่อยจะทำให้วัตถุมีความชัดลึกเพิ่มมากขึ้น

ซึ่งถ้าการโฟกัสภาพคลาดเคลื่อนเล็กน้อยการควบคุมภาพให้มีความชัดลึกก็สามารถช่วยให้วัตถุยังมีความคมชัดอยู่ได้

ส่วนหนึ่งอีกประการหนึ่งการถ่ายภาพที่มีความชัดลึกไว้หน่อยจะทำให้การมองภาพเสมือนมีความชัดมากขึ้น


[วิธีที่ 6]

เลือกทิศทางแสงในการถ่ายภาพเพื่อให้มีมิติ ในการดูภาพจะพบว่าถ้าวัตถุที่ถ่ายภาพมีมิติจะทำให้ภาพดูมีความคมชัดมากขึ้น

ทิศทางของแสงเป็นสิ่งหนึ่งที่ช่วยให้ภาพมีมิติ แสงด้านข้างจะทำให้เกิดเงาซึ่งจะช่วยให้วัตถุที่ถ่ายภาพมีมิติมากขึ้น

การเลือกทิศทางแสงด้านข้างจะช่วยเรื่องมิติภาพได้เป็นอย่างดีทำให้ภาพมีความคมชัดมากขึ้น


[วิธีที่ 7]

เลือกถ่ายภาพวัตถุให้มีความเปรียบต่างมากขึ้น ความเปรียบต่างของวัตถุที่เราถ่ายภาพจะช่วยให้การดูภาพเสมือนหนึ่งมีความคมชัดที่ดี

เพราะความเปรียบต่าง (CONTRAST) จะทำให้การดูภาพมีความตัดกันในด้านของโทนภาพ หรือสีสันของภาพที่ชัดเจนขึ้น ทำให้ภาพดูมีความคมชัดได้มากขึ้น


[วิธีที่ 8]

เลือกถ่ายภาพวัตถุที่มีรายละเอียดมากขึ้น โดยปกติเมื่อเราดูภาพวัตถุที่มีรายละเอียดมากเปรียบเทียบกับวัตถุที่มีรายละเอียดที่น้อยกว่า

เราจะรู้สึกว่า ภาพที่มีรายละเอียดที่มากกว่านั้นจะมีความคมชัดที่ดีกว่าภาพของวัตถุที่ไม่มีรายละเอียดทั้งที่ความจริงแล้วความคมชัดนั้นเท่ากัน

แต่ที่เห็นต่างกันก็คือความรู้สึก ดังนั้นการสร้างสรรค์ภาพด้วยการเลือกถ่ายภาพที่มีรายละเอียดมากกว่าจึงทำให้รู้สึกว่าภาพมีความคมชัดที่ดีกว่า


[วิธีที่ 9]

เลือกเวลาถ่ายภาพในยามที่ลมสงบ ถ้าถ่ายภาพวัตถุที่บางเบา หรือวิวทิวทัศน์ที่มีกิ่งไม้ใบหญ้า ควรระลึกเสมอว่า

กระแสลมที่แรงนั้นมีส่วนที่ทำให้วัตถุที่กำลังจะถ่ายภาพมีการเคลื่อนไหวได้ง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าต้องเลือกใช้ความเร็วชัตเตอร์ที่ต่ำด้วยแล้ว

แม้ว่าจะมีขาตั้งกล้องก็ตาม แต่การที่วัตถุมีการสั่นไหวด้วยแรงลมก็จะเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้วัตถุขาดความคมชัดได้

ดังนั้นการรอเวลาให้ลมสงบก่อนการกดชัตเตอร์จะเป็นการลดการไหวของวัตถุจากแรงลมได้เป็นอย่างดีเพื่อทำให้ได้ภาพที่คมชัด


[วิธีที่ 10]

ข้อควรระวังเกี่ยวกับเลนส์ เชื่อว่าเพื่อนๆ นั้นต่างก็ถือเลนส์ใช้งานที่แตกต่างกัน บางท่านอาจจะถือเลนส์โปรตัวละหลายหมื่นบาท

บางท่านอาจจะถือเลนส์ธรรมดาตัวละไม่ถึงหมื่น ซึ่งคุณภาพเลนส์ที่แตกต่างกันก็มีผลส่วนหนึ่งสำหรับในเรื่องของความคมชัด

แต่สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งที่มากกว่านั้นก็คือ การถ่ายภาพย้อนแสง สำหรับเลนส์คุณภาพสูงนั้นอาการแฟลร์และอาการฟุ้งของเลนส์จะมีน้อยกว่าเลนส์คุณภาพรองลงมา

ยิ่งถ้าเป็นเลนส์คุณภาพต่ำด้วยแล้วอาการทั้งแฟลร์และแสงฟุ้งจะมีมากขึ้นอาการเหล่านี้จะลดความคมชัดของภาพลงทันที

ดังนั้นการระมัดระวังหรือหลีกเลี่ยงการถ่ายภาพที่จะต้องย้อนแสงโดยตรงจะช่วยลดอาการฟุ้งไปได้มาก ซึ่งจะทำให้ภาพมีความคมชัดได้ดีขึ้น

หรือการใช้ Hood บังแสงที่หน้าเลนส์ก็จะเป็นการช่วยลดอาการดังกล่าวได้มาก

__________________________________________________________________________________

[หมายเหตุ] 

บทความนี้ SmiLelY เอามาจาก ต้นฉบับ "10 เทคนิคถ่ายภาพให้ชัด"

แล้วนำมาดันแปรงเล็กน้อยตามความเหมาะสม ที่เขียนเพื่อเป็นการบอกเอาไว้ให้ทราบ จะได้ไม่เกิดการเข้าใจผิด

__________________________________________________________________________________










ขอบคุณ : camerartmagazine.com

วันจันทร์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2554

หนังสือถึงจะเปียก ก็ซ่อมได้ !!!

ในเวลาที่น้ำท่วมเวอร์ขนาดนี้ การเตรียมพร้อมในแต่ละบ้านคงหนีไม่พ้น การเก็บ "ของมีค่า" ขึ้นที่สูงให้หมด และเจ้า "ของมีค่า" ของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกันนะ บางสิ่งมันมีคุณค่าทางใจของเราโดยที่คนอื่นก็ไม่รู้
 
และของมีค่าของคนรักการอ่าน ก็คงจะไม่อะไรไปไม่ได้นอกจาก "หนังสือ" ซึ่ง SmiLelY ก็เป็นหนึ่งในนั้นนะ ก็เราซื้อมาด้วยเงินของเรานี่น่า ที่สำคัญ กระดาษกับน้ำมันถูกกันซะที่ไหนล่ะ แค่โดนฝนนิดเดียวยังบวมเลย จริงมั้ย? เพราะงั้นเราทั้งหลายก็ต้องขนๆๆๆไปไว้ในที่ที่คิดว่าสูงที่สุด ปลอดภัยที่สุดอยู่แล้ว
 
แต่ด้วยสถานการณ์ที่เชื่อถืออะไรไม่ได้สักอย่างคงไม่มีความแน่นอนอะไรอีกแล้ว เพราะที่ออกมาเตือนๆบอกกันก็ฟังไม่ค่อยจะรู้เรื่อง สรุปเอาง่ายๆตามภาษาชาวบ้านธรรมดาๆอย่างเราว่า "มันท่วมแน่นอน" เตรียมไว้เลยสองเมตร 

เพราะงั้นหนังสือที่เก็บไว้สูงๆๆแล้ว ก็ไม่ได้แปลว่าจะรอดปลอดภัยไม่มีเปียกนะจ้ะ
 
แต่ถ้าเกิดเหตุขึ้นจริง อย่าเพิ่งตระหนกตกใจไป เพราะยังพอมีวิธีแก้ไขอยู่บ้าง ถ้าหากว่าไม่ถึงขั้นจมน้ำจนกระดาษเปื่อย หรือลอกกระดาษหลุดเป็นแผ่นๆ TTTOTTT


แยกตามระดับการเปียก ถ้าหนังสือเปียกไม่มาก อันดับแรกให้ใช้ผ้าขนหนูนุ่มๆ ซับน้ำส่วนเกินออกก่อน ห้าม! ขัดถูหรือเช็ดแรงๆ หรือพยายามแกะ หรือแซะเอาโคลนออกด้วยแปรง หรือของแข็ง และก็ไม่ควรใช้สบู่ ยาขจัดคราบสกปรก ผงซักฟอก ครีมน้ำยาต่างๆ เด็ดขาด เพราะจะเป็นอันตรายและเพิ่มความเสียหายแก่หนังสือมากขึ้น 
 
จากนั้นก็เอามือลูบกระดาษให้เรียบก่อนที่จะเอาไปวางแช่ในช่องแช่แข็งตู้เย็นประมาณ 1 วัน ซึ่งจะแห้งช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับระดับความเปียกและความหนาของหนังสือ โดยวางให้ส่วนที่เปียกอยู่ด้านบน ก่อนจะหาอะไรมาทับซักนิด แล้วจะได้หนังสือที่มีแผ่นกระดาษเรียบๆ เหมือนเดิม
 
อ่อ!ถ้ามีหลายเล่ม ห้ามวางซ้อนกันเด็ดขาด ไม่งั้นพอแห้งแล้วปกจะติดกัน คราวนี้จะเป็นปัญหายิ่งกว่าหนังสือเปียกซะอีก
 
ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ อย่าเอาของกลิ่นแรงๆ แช่พร้อมหนังสือนะ เพราะกระดาษมีคุณสมบัติในการดูดกลิ่น ไม่งั้นอาจจะได้หนังสือกลิ่นทุเรียนออกมาดมเล่นแน่ๆ
 
หลายคนคงสงสัยว่ามันจะแก้ได้จริงเหรอ จะออกมาเรียบเหมือนเดิมจริงเหรอ

สาเหตุที่กระดาษเรียบได้นั้น ก็เพราะว่าเมื่อกระดาษเปียกน้ำเจอความเย็น โมเลกุลของน้ำจะขยายตัว ช่องว่างในกระดาษจะมีการเรียงตัวใหม่ กระดาษก็เลยเรียบเนียนเหมือนเดิมนั่นเอง
 
 ในกรณีที่ตู้เย็นแช่ผักกักตุนอาหารไว้เต็มจนแทบไม่เหลือที่ว่างให้หนังสือ ก็ไม่ต้องกังวล เพราะมีวิธีซักแห้งมาเสนอ โดยมีอุปกรณ์สำคัญที่นอกเหนือจากผ้านุ่มๆ สะอาดๆ ก็คือ แป้งเด็กที่ไม่มีสีและกลิ่น
 
โดยเริ่มจากนำผ้าสะอาดมาซับน้ำจากกระดาษทีละแผ่นๆ ที่ค่อยๆ คลี่ออกจากกัน จากนั้นก็โรยแป้งเด็กลงบนกระดาษทุกหน้าที่เปียก โดยเกลี่ยให้เสมอกัน ก่อนที่จะนำไปไว้ที่แห้งๆ แล้วนำของที่มีน้ำหนักมากๆ ทับลงไปให้เรียบไปกับพื้นผิวที่วาง ทิ้งไว้ประมาณ 2-7 วัน จะช้าเร็วก็ขึ้นกับว่าเปียกมากน้อย และปริมาณความชื้นในอากาศ
 
ซึ่งทั้งหมดต้องรีบทำทันที! อย่าทิ้งไว้นาน เพราะถ้าแช่น้ำนานๆ ต่อให้เทวดาเหาะลงมาก็คงช่วยอะไรไม่ได้ เพราะเชื้อราจะสามารถเติบโตได้ภายในเวลา 24 ชั่วโมง

คงจะช่วยได้ในระดับนึงล่ะนะ แต่สำหรับบ้านที่มีชั้นเดียว อาจหนีไม่รอด ถ้าแช่เป็นเดือนๆก็คงต้องบอกว่า "เสียใจด้วยจริงๆ" ดังนั้น ถ้ามีเล่มโปรด เล่มหายากจริงๆ ขนไปฝากบ้านญาติ หรือคนรู้จักเลยจะดีกว่า





ขอบคุณ : matichon.co.th

วันอาทิตย์ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2554

วิธีง่ายๆ "ช่วยประหยัดแบต" มือถือ !!!

ในช่วงเวลาที่น้ำท่วมหนัก ไฟฟ้า น้ำประปาอาจถูกตัดได้ทุกเมื่อ และในเหตุการณ์แบบนี้เราๆทั้งหลายคงไม่อยากขาดการติดต่อจากข่าวสาร หรือโลกภายนอก หรือญาติๆของเราหรอกจริงมั้ย

แต่จะทำยังไงล่ะ ในเมื่อมือถือเราก็มีเบตอยู่อย่างจำกัด วันนี้เรามีทางออกมาเสนอ อ่านกันดูนะ รับรองว่ามีประโยชน์


สรุปสาระสำคัญในการประหยัดแบตเตอร์รี่บนโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟน และแท็บเล็ต

1.ปิด Bluetooth ทันทีหากยังไม่ใช้ หูฟังไร้สาย หรือโอนไฟล์แบบไร้สายกับชาวบ้าน

2. เลิกใช้ Wireless Network ระบุตำแหน่ง หากคุณอยู่ศูนย์อพยพและไม่ไปไหนอยู่แล้ว ถ้าจะย้ายไปอีกที่หนึ่งค่อยเปิด Wireless Network ก็ได้

3. ปิด GPS ได้เลยกรณีไม่ใช่ เพราะถ้าเปิดไว้จะกินพลังงานมากๆ จะเปิดไว้เฉพาะยามจำเป็นในการเดินทางเท่านั้น

4. ยกเลิก Always-On Mobile Data สำหรับ Android ถ้าคุณไม่ค่อยใช้แอพที่ต่อเน็ตตลอดเวลา (แต่ส่วนใหญ่ต้องใช้ ก็ไม่ต้องปิดก็ได้ แต่ถ้าไม่ลืมปิดได้ยิ่งดี)

5. ปิด Wi-Fi และ การเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตผ่าน 3G กรณีคุณไม่ใช้เน็ต  หากคุณต้องการใช้เน็ตจริงๆถ้ามีสัญญาณ Wi-FI ก็เปิดแต่ Wi-Fi

ไม่ต้องเปิด Wi-Fi และ 3G พร้อมกัน โดยการเปิดรับสัญญาณ Wi-Fi นั้นจะกินพลังงานแบตน้อยกว่าแบบ 3G

6. ตั้งค่าเวลาดับหน้าจอ (Screen Timeout) ให้เร็วขึ้น  จะช่วยประหยัดแบตเตอรี่ได้พอสมควรทีเดียว

7. ตั้งค่าความสว่างให้แสงสว่างในมือถือน้อยลง หากมีโหมดอัตโนมัติก็ควรเลือกตั้งแบบอัตโนมัติ

8. หากคุณใช้จอแสดงผลแบบ Amoled บนมือถือและแท็บเล็ตละก็ ควรเลือก Wallper เป็นสีดำ จะช่วยประหยัดแบตได้มากขึ้น

9. สำหรับมือถือ Android , Nokia ที่มี Widget และรวมทั้ง Wallpaper แบบเคลื่อนไหว ควรเลือกแบบภาพนิ่งจะดีกว่า และลดการใช้ Widget ประดับหน้าจอ

 เพราะจะทำให้มือถือของคุณจะต้องดึงข้อมูลเข้ามาแสดงผลในส่วนของการทำงานด้านหลัง (background) ตลอดเวลา หากมีเยอะก็ทำให้กินพลังงานแบตเยอะพอสมควร

10. ใช้ Task Manager คอยปิดโปรแกรมที่ทำงานตลอดเวลา ด้วยสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตนี้ทำงานแบบ Multitasking

การเปิดแอพฯค้างไว้ในเครื่องหลายๆ ตัวโดยไม่ปิด เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้แบตเตอรี่ของคุณหมดเร็วได้เช่นกัน ดังนั้นหากคุณไม่ใช้แอพนั้นแล้วควรปิดการทำงานด้วย

11 ปิดคุณสมบัติการ push e-mail และปิดระบบการแจ้งเตือน เพราะในกรณีทีมีแอพฯหลายตัวอยู่ใน notification แบตเตอรี่ก็จะถูกใช้มากตามไปด้วย

ระบบจะต้องมีการเชื่อมต่อไร้สาย (Wi-Fi, 3G, Edge, etc.) ไปยังเว็บไซต์ของแอพฯ เหล่านั้นตลอด

12. อัพเดทเฟิร์มแวร์ใหม่ให้สม่ำเสมอ เพราะการอัพเดททุกครั้ง มักจะมีการพัฒนาประสิทธิภาพในการจัดการพลังงานของแบตเตอรี่ให้ดีขึ้นด้วย

13.  เตรียมชาร์ททั้งแบตหลักและชาร์ทแบตสำรองด้วย หากแบตหมดก็เปลี่ยนมาใช้แบตสำรองมาใช้ต่อได้เลย

14. ใช้ที่ชาร์ทแบบพกพา มีทั้งที่ชาร์ทมือถือแบบ Mobile Booster ที่เก็บพลังงานสำรองจากไฟที่ชาร์ทกับไฟบ้านมาใช้ต่อกับมือถือได้

และที่ชาร์ทมือถือ iPhone แบบพลังงานแสงอาทิตย์ได้ด้วย

15. ที่ชาร์ทมือถือแบบรถยนต์ ถ้ามีก็เตรียมไว้ หากที่พักไม่มีที่ชาร์ทก็สามารถชาร์ทได้บนรถยนต์ที่มีพลังงานแบตเตอร์รี่ซึ่งใช้ได้ยาวนานอยู่

16. การชาร์ทแต่ละครั้งควรชาร์ทให้เต็ม และตอนใช้มือถือและแท็บเล็ตก็ควรใช้อย่างประหยัดและจำเป็นเท่านั้น

เพื่อรักษาระดับพลังงานในแบตให้สูงสามารถใช้งานได้นานหลายวันในยามไม่มีไฟ










ขอบคุณ : http://www.it24hrs.com

วันอาทิตย์ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2554

25 เคล็ดลับการเลือกซื้อกล้องดิจิตอล !!!!!


ดีจ้า คราวที่แล้วเราทำความรู้จักเลนส์คิทและดูรูปที่ถ่ายกันไปแล้ว

หลายๆคนที่ยังไม่มีกล้องเป็นของตัวเองก็เริ่มสนใจแล้วใช่มั้ยล่ะ

เชื่อเลยว่าต้องมีคนคิดอยากจะซื้อแน่นอน ต้องมีล่ะที่เข้า google ไปหาดูนิดหน่อย

งันวันนี้ขอยกบทความวิธีการเลือกซื้อกล้อง มาฝากหน่อยล่ะกัน อย่าเสียเวลาๆ มาเริ่มกันเลยล่ะกัน

1. กำหนดงบประมาณ (สำคัญมาก)

เรื่องนี้ก็เหมือนกับการเลือกซื้อของทุกอย่าง ที่ต้องรู้ก่อนว่าเรามีงบเท่าไร เพราะถ้าไม่กำหนดล่ะก็เวลาไปเลือก มันต้องมีกล้องตัวที่ดีกว่า สวยกว่า และอาจจะแพงกว่า ที่เราสนใจก่อนหน้านั่นอยู่แล้ว ถ้าไม่อยากกระเป๋าฉีกก็กำหนดไว้ซะ สำหรับมือใหม่ แนะนำให้มองหากล้องที่ราคาถูกหน่อย มีฟังก์ชั่นมากพอ, น้ำหนักเบา, จับถนัดมือ พอคุ้น พอถนัดกับกล่องประเภทนี้แล้วค่อยเปลี่ยนก็ยังไม่สาย ดีกว่าซื้อแพงๆมาแล้วใช้ไม่คุ้ม

2. อย่าหลงเชื่อ ดิจิตอล ซูม

เข้าใจง่ายๆ ดิจิตอลซูมก็คือ การซูมสมมุติที่ระบบดิจิตอลทำให้ ไม่ใช่ความสามารถของเลนส์จริงๆ ความแตกต่างก็คือ ดิจิตอลซูม จะเป็นการซูมที่ทำให้ภาพไม่คมชัด และอาจจะมีเม็ดสีขึ้นเต็มภาพ เพราะฉะนั้นให้เลือกดูที่ออฟติคอลซูมที่สูงที่สุดเท่าที่งบอำนวยดีกว่า (ยิ่งซูมได้มาก ก็สามารถดึงภาพเข้ามาได้ใก้ลมากขึ้น, สามารถยืนได้ห่างจะสิ่งที่ต้องการจะถ่ายได้มากขึ้น)
 
3. มีอยู่ 2 อย่างที่ต้องพิจารณาก่อนซื้อ

นั่นก็คือ "เมมมอรี่การ์ด" กับ "แบตเตอรี่" เราคงไม่อยากจะซื้อกล้องที่มันใช้การ์ดเมมต่างจากชาวบ้านชาวช่องเขาหลกจริงมั้ย? เพราะนอกจากเสียเงินซื้อกล้องแล้ว ยังจะต้องซื้อตัวอ่านการ์ดอีกต่างหาก เอาเป็นว่าแนะนำให้หากล้องที่ใช้ CF การ์ด ส่วนแบตเตอรี่ ก็เช่นเดียวกัน คงไม่มีใครอยากมีที่ชาร์ตแบตแบบหลากชนิดเต็มบ้านหรอก
 
4. อย่าดูที่ขนาดของกล้องเพียงอย่างเดียว

ต้องบอกว่ากล้องดิจิตอลสมัยนี้ "จิ๋วแต่แจ๋ว" แม้จะเล็กแต่คุณสมบัติไม่แพ้กล้องระดับมืออาชีพเหมือกัน
 
5. ระวังโปรโมชั่น!!

กล้องที่มาพร้อมกับโปรโมชั่น แถมนู่น นี่นั่น มีการ์ดให้ พร้อมขาตั้ง มีกระเป๋า สารพัด มันก็ดีอยู่หรอกสบายกระเป๋าไปได้หน่อย แต่อย่าลืมมองที่คุณภาพของกล้องด้วย อย่าให้ของแถมมาหลอกจนหลงซื้อกล้องที่ไม่ตรงกับความต้องการ
 
6. ตรวจสอบความสามารถในการซูมให้แน่ใจ

บางทีคุณอาจจะเคยเห็นโฆษณาบอกว่ากล้องนี้ซูมได้ 10x (10 เท่า) เห็นอย่างนี้ก็ต้องถามให้แน่ว่า 10x เนี่ยเป็นออพติคอลซูมกี่x และ ดิจิตอลซูมกี่x เพราะที่บอกมักจะเอาสองอย่างนี้มารวมกัน ฉะนั้นให้สนใจที่ออพติคอลซูม  ดิจิตอลซูมไม่ต้องสน
 
7. ดูภาพตัวอย่างก่อนซื้อ
ข้อดีของกล้องดิจิตอลทั้งหลายก็คือมันสามารถพรีวิวภาพที่ถ่ายได้ในช่องมองภาพ LCD ตรงนี้ที่จะต้องดูว่ามันใหญ่พอสำหรับเราหรือเปล่า (ยิ่งใหญ่มากก็เปลืองแบตมากนะเออ) และสามารถขยายภาพดูได้หรือเปล่า ขยายดูสัก 100% จะได้เช็คได้ว่ากล้องถ่ายได้ชัดเท่าที่ต้องการหรือเปล่า
 
8. มีไมโครโฟนในตัวหรือเปล่า
อย่ามาทำหน้าสงสัยว่าจะเอาไปทำไม ก็ในเมื่อซื้อกล้องสักตัวถึงเราจะเน้นไปถ่ายภาพนิ่ง สิ่งนี้ก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เพราะเราสามารถใช้กล้องบันทึกเสียง และ สามารถบันทึกภาพวิดีโอสั้นๆ ได้เช่นกัน
 
9. ปริมาณพิกเซลที่แท้จริง 
ถ้ากล้องที่เราสนใจบอกว่ามี 10 megapixel และใช้เทคโนโลยี Foveon x3 ให้เอา 3 หาร 10 นั่นแปลว่ากล้องตัวนั้นมีพิกเซลที่แท้จริงเพียง 3.3 megapixel เพราะเทคโนโลยี Foveon x3 คือการจำลองพิกเซล
 
10. ความจุภาพ
เมื่อตัดสินใจซื้อกล้องแล้วก็เตรียมเงินซื้อการ์ดแมมไว้ด้วยเลย เพราะยังไงที่เขาแถมมาก็มักจะไม่ค่อยพอกับความต้องการอยู่แล้ว
 
11. มีโปรแกรมถ่ายภาพกลางคืน
มีกล้องเป็นของตัวเองแล้ว จะอย่างไรก็คงต้องมีโอกาสได้ถ่ายภาพในสภาพแสงน้อย หรือถ่ายตอนกลางคืนแน่ๆ เพราะฉะนั้นก็ดูเลยว่ากล้องตัวที่สนใจมี ISO สูงสุดเท่าไร (สูงไว้ก่อนดี เพราะยิ่งมืดก็ยิ่งต้องใข ISO สูงๆ), มีระบบป้องกันภาพสั่นไหวหรือเปล่า, มีโหมดถ่ายภาพกลางคืนให้มั้ย
 
12. อย่าไปยึดติดกับเมก้าพิกเซล
ยิ่งเทคโนโลยีพัฒนาขึ้น กล้องก็โฆษณาว่ามีจำนวนเมก้าพิกเซลมากขึ้น ทั้งที่ในความเป็นจริงมีจำนวนเมก้าพิกเซลเยอะๆ ก็ใช่ว่าจะได้ภาพที่ชัด และยิ่งถ้าเราแค่จะถ่ายภาพแล้วอัดรูปแค่ไม่กี่นิ้ว ก็ไม่เห็นจำเป็นต้องใช้เมก้าพิกเซลสูงๆ ลองพิจารณาสิ่งอื่นๆ ด้วยเช่น ความเร็วสูงสุด-ต่ำสุดของชัตเตอร์ (ถ่ายได้ฉับไว เช่น ถ่ายภาพคนวิ่ง), ระยะเวลาการเปิดกล้อง ใช้เวลานานเท่าไรถึงจะถ่ายได้
 
13. เผื่อเงินไว้ด้วย เพราะบางทีอาจจะไม่ใช่แค่กล้องที่ต้องซื้อ
เมื่อมีกล้องก็ต้องมีเมมการ์ดไว้เก็บภาพ, ต้องมีการ์ดรีดเดอร์เอาไว้ดูดภาพจากกล้องเก็บเข้าคอมพ์, มีที่ชาร์ตแบตกล้อง, กระเป๋ากล้อง, ขาตั้ง บางทีอาจจะต้องเพิ่มฮาร์ดดิสก์คอมพ์ด้วยซ้ำ ยังไงถ้าต้องซื้อก็ซื้อพร้อมกันกับกล้องรวดเดียวเลย จะได้ต่อรองได้ราคาพิเศษ
 
14. ระวังของถูก
ใครๆ ก็อยากได้ของถูก นอกจากจะเตือนให้ระวังโปรโมชั่นล่อใจแล้ว แนะนำให้หาซื้อในร้านค้าที่เราไว้ใจหรือคุ้นเคย(ที่ศูนย์ได้ยิ่งดี) เพราะจะได้ไม่ถูกหลอกย้อมแมวขายแล้ว ยังอุ่นใจเรื่องบริการหลังการขายได้อีกด้วย
 
15 โหมดถ่ายภาพต่างๆ
โหมดถ่ายภาพอัตโนมัติ อาทิ ถ่ายกลางคืน, ถ่ายภาพบุคคล, ถ่ายภาพกีฬา, ถ่ายพลุ ฯลฯ เหล่านี้ต้องมี เพราะจะทำให้การถ่ายภาพของสะดวก และสนุกขึ้น
 
16. มีแฟลชในตัวหรือเปล่า
มันเป็นอุปกรณ์พื้นฐาน เพราะฉะนั้นควรจะเลือกที่มีแฟลชในตัว ไม่งั้นจะถ่ายภาพกลางคืนได้ไง
 
17. กล้องเก่าอย่าทิ้ง
ได้ใหม่อย่าลืมเก่า ของเก่ามีประโยชน์ ลองเอาไปให้ พ่อแม่ญาติพี่น้องใช้, เก็บไว้ใช้ในกรณีที่ตัวใหม่มีปัญหา, เอาไปบริจาค(ได้บุญอีก) หรือไม่ก็เอาไปเทิร์นเปลี่ยนเป็นเมมการ์ด ฯลฯ
 
18. ออฟติคอล ซูมเท่าไรถึงจะพอ
สงสัยใช่มั้ยว่าตกลงจะเลือกซื้อกล้องที่มีจำนวน ออพติคอลซูมเท่าไรถึงจะพอ มีข้อแนะนำว่าถ้าจะเอาไปใช้ถ่ายคนเป็นหลัก เช่น ถ่ายเพื่อนๆ ในงานปาร์ตี้ เลือกซื้อสัก 2x, 3x ก็พอ แต่ถ้าเน้นถ่าย outdoor ถ่ายวิว ถ่ายตึกก็ต้อง 5x ขึ้น แต่ถ้าต้องการใช้ถ่ายภาพที่เคลื่อนไหวที่ความเร็วสูง เช่น ถ่ายภาพคนวิ่ง รถแล่น สัตว์วิ่ง ก็ต้อง 7x ขึ้นไป อย่าลืมนะว่าต้องดูที่ ออพติคอลซูมเท่านั้น!!
 
19. มีช่องต่อขาตั้งกล้องหรือเปล่า
เผื่อว่าจะต้องใช้ตั้งกล้องภ่ายภาพ เช่น ตั้งเวลาถ่าย, ตั้งถ่ายพลุ แต่ไม่มีช่องสำหรับต่อขาตั้งกล้องแล้วจะทำอย่างไรล่ะ ดูให้ดีๆนะ
 
20. ลองเปรียบเทียบราคาในเนตดูก่อนซื้อ 
เป็นอีกหนทางหนึ่งสำหรับคนฉลาดซื้อ ขยันเข้าอินเตอร์เนตเช็คราคาร้านนู้นร้านนี้ ก่อนจะตัดสินใจซื้อ หรือเดินเล่นดูหลายๆ ร้าน ถามราคาก่อนเลือกซื้อ
 
21. ลองอ่านรีวิว ที่เขาแนะนำดูด้วย
ทั้งในเนต และนิตยสารเกี่ยวกับกล้องทุกฉบับ มีการรีวิวทดสอบกล้องให้คุณได้เลือกอ่านอยู่แล้ว ลองอ่านดูเสียหน่อย แม้ว่าจะมีศัพท์เทคนิค ที่ไม่เห็นจะรู้เรื่อง แต่ก็เอาเถอะ เผื่อว่ามันจะมีข้อมูล ที่เราพอจะเข้าใช้แล้วนำไปใช้ในการตัดสินใจซื้อ
 
22. ยิ่งมีเมก้าพิกเซลเท่าไรก็ยิ่งดี?
แนะนำไปว่าเมก้าพิกเซลไม่ใช่สิ่งสำคัญในการเลือกซื้อกล้อง มีมากไปก็ราคาแพง แถมยังไม่ได้ใช่ถ้าหากต้องการแค่ซื้อกล้องแล้วนำมา print รูปขนาด 8x10 ขอบอกเลยว่าให้หากล้องสัก 5 megapixel ก็พอ มากกว่านี้ถือว่าไม่จำเป็น น้อยกว่านี้ก็จะได้คุณภาพรูปที่ไม่เพียงพอ
 
23. ยิ่งมีฟังก์ชั่นมากเท่าไรยิ่งดี?
สำหรับมือใหม่มากๆ ลองมองหากล้องที่มีฟังก์ชั่น full control หรือโหมดอัตโนมัติแบบที่คุณกดชัตเตอร์อย่างเดียว คำนวนทุกอย่างให้เสร็จสรรพ อย่าลืมหาที่ไวท์บาลานซ์และไอเอสโอเป็นออโต้ด้วย จะทำให้ถ่ายง่ายขึ้นอีกเยอะ แต่ใช้ว่าจะลอง DSLR ไม่ได้นะ ยังไงก็ไม่ได้ยากเกินความสามารถคนอนู่แล้ว
 
24. กันน้ำได้ไหม
คงจะไม่ได้หมายถึงเอากล้องไปถ่ายใต้น้ำหรอก แต่เผื่อว่ามันจะหลุดมือพลัดตกน้ำ หรือตากฝน
 
25. มี ISO ต่ำสุด สูงสุด เท่าไร
ไอเอสโอ สูงๆ ทำให้คุณถ่ายภาพในสภาพแสงน้อยได้ดี แต่มันก็ทำให้ภาพเกิดน้อยซ์ "noise คือภาพเป็นเม็ดสีเล็กๆๆๆ" กลับกัน ไอเอสโอต่ำๆ ก็ใช่ว่าจะไม่มีประโยชน์ มันจะทำให้ภาพของคุณชัดใสมากขึ้น ลองมองหาไอเอสโอสัก 50 และใช้ถ่ายในที่แสงจัดๆ จะได้ภาพที่ชัดสวยมาก

เป็นไงๆได้แนวทางการเลือกซื้อไปแล้วนะ อ่านกันให้มึนไปเลย (ฮา) เอาเป็นว่าหากยังสงสัยอะไรก็ถามมาได้เลยนะ จะตอบให้จ้ะ

สิ่งสำคัญที่สุดในการเลือกกล้องสักตัว ไม่ใช่ราคา ไม่ใช่ความสารถ บางทีแค่เราชอบมัน ต่อให้มีกล้องที่ดีกว่ามาว่างตรงหน้าแต่เราไม่ชอบ ยังๆเราก็ไม่เอาอยู่ดี เพราะฉะนั้นจะซื้อกล้องสักตัวเรื่องมากได้ แต่เอาที่เราชอบเป็นดีที่สุด


หวังว่าบทความนี้คงจะมีประโยชน์นะจ้ะ แล้วเจอกันบทความหน้าจ้า บะบายยยย







ขอขอบคุณ :  http://stonezoup.exteen.com/20080114/entry

วันศุกร์ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2554

ภาพถ่ายพลัง Kit Lens !!!!

จาก Tips ที่แล้วเราได้ทำความรู้จักกับ Lens Kit กันไปพอสมควร

บทความนี้จะขอนำภาพที่ถ่ายด้วยเลนส์ตัวน้อยนี้มาฝาก ตามที่ได้บอกเอาไว้

รูปภาพที่อยู่ในบทความนี้ไม่ได้ปรุงแต่งอะไรเลย นอกจากทำกรอบดำและใส่เครดิตเจ้าของภาพ

ก็เพราะมันเป็นรูปธรรมชาติ มันสวยได้ดวยตัวของมันเองอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องแต่ง Photoshop ให้แปดเปื้อน

อีกอย่าง Lens Kit ก็มีประสิทธิภาพพอสมควรอยู่ และก็อยากจะให้ทุกคนเห็นประสิทธิภาพของมัน

ถึง SmiLelY จะยังถ่ายได้ไม่ดีมากนัก แต่ก็อยา่กเสนอให้รู้ว่า สิ่งที่คิดว่าเขาทำไม่ได้ จริงๆแล้วเขาก็ทำได้ระดับนึง ถึงแม้จะไม่เท่าเลนส์โปรตัวเป็นหมื่นๆก็ตาม

ลองมาดูกันเลยดีกว่านะคะ ว่าจะออกมาเป็นยังไงบ้าง


ภาพนี้ถ่ายผ่านแกนกระดาษ


หน้าชัดหลังเบลอ


หน้าเบลอหลังชัด


สีสดได้ใจ 








หน้าชัดหลังเบลอ โฟกัสอยู่ที่ใบไหม้ๆนะ


หน้าเบลอหลังชัด โฟกัสอยู่เสาฟ้าๆนั้น




ปรับความเร็วชัตเตอร์ที่ 1/50 ก็พอได้แล้ว แต่เร็วกว่านั้นก็ได้ อันนี้ลองเล่นๆน่ะ






สีสันสดใส เหมือนจริงสุดๆ ดอกไม้นี้มันส้มขนาดนี้จริงๆนะ


ฟ้าก็ฟ้าจริงๆ สวยใสไร้การตกแต่ง


แสงแดดลอดผ่านเข้ามา ย้อนแสงก็ยังสวยได้







เบลอไปหน่อย ขออภัยจ้า


หลังเบลอพอมั้ย






ก็ถือว่าออกมาดีในระดับนึง จริงมั้ยเอ่ย หากเราศึกษาแล้วใช้งานไปเรื่อยๆ เราก็จะรู้ว่าควรตั้งค่าเท่าไร ปรับค่ายังไง โฟกัสที่ไหน ว่างองค์ประกอบยังไง รูปถึงจะออกมาดี

ของแบบนี้ยังไงก็ขึ้นอยู่กับการฝึกฝนนะ ต่อให้มีเลนส์โปรในมือ แต่ถ่ายไม่เป้น ก็ไม่ต่างอะไร

เอาล่ะ ตากล้องมือใหม่ทุกคน สู้ๆ พยายามเข้านะ (มือใหม่เหมือนกัน เข้าใจ TT^TT)



สุดท้าย Lens Kit ฝากมาบอกว่า.....




แล้วเจอกันใหม่นะ สำหรับวันนี้ สวัสดีจ้า บะบายๆ



(Tips ส่วนตัว : การถ่ายหน้าชัดหลังเบลอสำหรับเลนส์คิต ปรับไปที่ 18 แล้วเอาเลนส์เข้าใกล้วัถตุมากหน่อย แต่ไม่ต้องติดมากนะ เดี๋ยวจะจับโฟกัสไม่ได้ แล้วฉากหลังก็ควรออกไปใกล้นิดนึงก็จะดี)